หน้าแรก


ค้นหาข่าว โดยใส่ Keyword :


21 พฤศจิกายน 2557




เกี่ยวกับเสรีชัย


บทบรรณาธิการ


คอลัมน์ประจำฉบับ


กฏหมาย-มหาวิทยาลัย


บุคคล-สตรี-บันเทิง


ศิลปะ-ท่องเที่ยว


โหราศาสตร์


สังคม














ครูบาเจ้าเกษม เขมโก (๑๑) โดย อ.เล็ก พลูโต

มาอ่านข้อเขียนของ คุณคำมูล เจริญหล้า เรื่อง ตนบุญแห่งเมืองลำปาง ศิษย์ใกล้ชิดของหลวงปู่เกษม ที่ได้บันทึกเอาไว้ในหนังสืออนุสรณ์ ครบรอบ ๘๐ ปี ของหลวงปู่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ กันต่อเลยครับ คุณคำมูลได้บันทึกต่อไปว่า

                นึกถึงเมื่อคราวไปใกล้ชิดหลวงพ่อเกษม เขมโก สมัยนั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าจะจดจำ และติดตาตรึงใจ ดังเช่น  ลุงขี้เมาคนหนึ่ง ที่ประตูม้า (ต.เวียงเหนือ อ.เมือง จ.ลำปาง) แกมีนาทำอยู่ที่ใกล้ ๆ บ้านหม้อ (ต.ทุ่งฝาย อ.เมือง จ.ลำปาง) ทุกเย็นแกจะเมาสะเงาะสะแงะไปแวะที่หลวงพ่อเกษม เขมโก เสียก่อนที่จะไปนอนห้างนากลางทุ่ง หลวงพ่อท่านก็บอกพวกเราซึ่งอยู่ในที่นั้น กล่าวคำ “สวัสดี” แก่ลุงขี้เมาคนนั้น ท่านว่า “เอ้า สวัสดีเจ้าทุ่งเสีย” ซึ่งพวกเราก็ปฏิบัติตามคำสั่งหลวงพ่อ ปรากฏว่าเช้าวันรุ่งขึ้นมีคนมาบอกว่า คุณลุงขี้เมาคนนั้นแกถูกยิงตายคาห้างนาเป็น “เจ้าทุ่ง” ไปเสียแล้ว

                พอจะสันนิษฐานได้กระมังว่า หลวงพ่อเกษม เขมโก ท่านรู้ล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นแก่ลุงขี้เมา ดังในเรื่องอุทุมพริกสูตร ของหลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร

                อีกครั้งหนึ่ง ท่านอาจารย์บุญโสม  (พระครูโสภณปัญญาคุณ) เจ้าอาวาสวัดหัวข่าว จังหวัดลำปาง ท่านก่อสร้างกุฏิ และได้จัดสร้างพระพิมพ์รูปพระพุทธด้วยดินผสมขี้ธูป และดอกไม้แห้งหน้าพระประธาน เพื่อตอบแทนแก่พุทธศาสนิกชนที่นำเงินมาช่วยเหลือวัด (ชื่อ พระสิงห์เกสร เนื้อว่าน ทำจากเกสร ๑๐๘)

                ท่านอาจารย์บุญโฮม ได้ถวายพระพิมพ์ที่สร้างขึ้นให้กับ หลวงพ่อเกษม เขมโก ช่วยปลุกเสก ส่วนหนึ่งก็ถวายท่านเพื่อแจกจ่ายแก่ศรัทธาญาติโยม ซึ่งเป็นไปอย่างเงียบ ๆ ไม่เอิกเกริกนัก ผมกับ คุณเกษม โรจนศักดิ์ (อดีตรองผู้อำนวยการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แม่เมาะ ลำปาง) และ คุณบุญทวงศ์ ณ ลำปาง (อดีตเทศมนตรีเมืองลำปาง และนักหนังสือพิมพ์อาวุโส) นั่งดื่มกาแฟกันที่ตลาดในเมือง ปรารภกันว่า หลวงพ่อเกษม เขมโก กำลังแจกพระ เราไปขอกันไหม ตกลงกันแล้วเราทั้งสามคนก็ไปหาหลวงพ่อเกษม เขมโก ที่สุสานไตรลักษณ์ ประตูม้า

                ปรากฏว่า หลวงพ่อกำลังซุ่มอยู่ในห้อง พวกเราจึงกราบลงที่นอก “ตูบ” (ศาลาที่หลวงพ่ออยู่) พอกราบเสร็จเงยหน้าขึ้น ก็พบกับมือหลวงพ่อยื่นออกมาจาก “ตูบ” ผมเอามือไปรับ ปรากฏว่า เป็นพระพิมพ์รวม ๓ องค์ คุณเกษม และคุณบุญทวงศ์มองหน้ากันตาปริบ ๆ พูดไม่ออก บอกไม่ถูกว่า หลวงพ่อท่านรู้ได้อย่างไรว่า พวกเราจะมาขอพระพิมพ์ ก็เป็นเรื่องของอุทุมพริกสูตร ที่จะให้ความเข้าใจแก่ท่านอีกน่ะแหละ

                ที่อำเภองาว จ.ลำปาง มีฝรั่งคนหนึ่งอายุประมาณ ๗๒ ปี เป็นฝรั่งชาวออสเตรเลีย อดีตเคยเป็นทหารในกองทัพบก เมื่อคราวสงครามอินโดจีน เขาถูกส่งมาร่วมรบกับทหารไทย เขาเล่าว่า สมัยเมื่ออยู่ในสมรภูมิ เขาได้รู้ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์จากเพื่อนทหารไทยเสมอ เช่น ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า ส่วนทหารไทยที่ตายส่วนมากไม่มีบาดแผล อันเป็นเรื่องอัศจรรย์มาก ของดีในเมืองไทยที่เขารู้จักในเวลานั้นก็คือ “วัตถุมงคลครูบาเจ้าศรีวิชัย” แห่งจังหวัดลำพูน ฝรั่งต่างชาติทุกคนทึ่งในอภินิหารของทหารไทย และรู้จักกันดีในชื่อ “ครูบาศรีวิชัย”

                เรื่องเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ นายแฟรงค์ นอร์แมน ใฝ่ฝันอยากมาเมืองไทย เมื่อสงครามอินโดจีนเลิก เขาก็ได้มาเมืองไทยจริง มาได้พบเห็นขนบธรรมเนียมประเพณีของเมืองไทย โดยเฉพาะเกี่ยวกับการสังคม และความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว การปฏิบัติระหว่างสามีภรรยา ทำให้เขาหลงใหลอยากมาใช้ชีวิตในเมืองไทย

                ในที่สุด ฝันของมิสเตอร์แฟรงค์ก็เป็นจริง เมื่อเขาได้รู้จักกับสาวงามชาวอำเภองาวคนหนึ่ง ที่อยู่ในกรุงเทพ ฯ จนกระทั่งได้แต่งงานกัน หลังจากได้แต่งงานกันแล้ว มิสเตอร์แฟรงค์ก็กลับไปยังบ้านเกิดของเขาที่ออสเตรเลีย ไปจัดการเรื่องมรดกให้กับบุตร และภรรยาในออสเตรเลียเรียบร้อยแล้ว เขาได้เงินส่วนหนึ่งมาเมืองไทย จัดการปลูกบ้านให้ภรรยาใหม่ที่อำเภองาว ซึ่งเขาตั้งใจว่า เขาจะตายที่นี่แน่นอน

                วันหนึ่ง เขาเหมารถแล้วชวนภรรยาให้ไปส่งที่จังหวัดลำพูน ไปไหว้อนุสาวรีย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย แล้วกลับมาแวะที่ตลาดลำปาง เขาไปที่แผงพระเครื่อง เดินสำรวจทุกแผงก็ยังไม่ติดใจ อีกประการหนึ่งยังไม่รู้จัก และวิธีการดูพระเครื่อง จึงผ่านไปผ่านมาตามแผงพระต่าง ๆ

                ในที่สุดเขาก็ตรงรี่ไปที่แผงพระหนึ่ง หยิบเอาพระมาเหรียญหนึ่ง ถามเจ้าของแล้วได้ความว่า เป็นเหรียญรูปเหมือน “หลวงพ่อเกษม เขมโก” รุ่น วิสาขบูชา เนื้อเงิน เจ้าของแผงถามว่า ทำไมเจาะจงไปหยิบเหรียญองค์นี้ เขาบอกว่า “องค์นี้ส่องแสงกระทบตาเขา มีองค์เดียวเท่านี้” ถามราคาค่าเช่า ตกลงกันที่ราคา ๙๙๙ บาท เขาส่งใบ ๕๐๐ ให้ ได้รับทอน ๑ บาท ได้แล้วเขาก็จัดการให้เจ้าของแผงพระทำกรอบเลี่ยมขึ้นคอทันที เสร็จแล้วก็บอกให้ภรรยาพาไปที่สำนักของหลวงพ่อเกษม ที่ประตูม้า บอกว่า อยากได้พระอย่างนี้อีก ๑๐ องค์ จะนำไปฝากญาติที่ออสเตรเลีย

                ขณะที่ไปถึงสุสานไตรลักษณ์ ประตูม้า เขาตรงไปที่กุฏิหลวงพ่อ เป็นจังหวะพอดีที่เห็นหลวงพ่อเกษม เขมโก กำลังยืนอยู่ที่ประตู เขายกมือไหว้ แล้วหลวงพ่อก็หายเข้าไปข้างใน

                เมื่อเขาได้ไหว้หลวงพ่อแล้ว เขาก็พาภรรยาเดินไปที่จำหน่ายวัตถุมงคลหลวงพ่อเกษม เขมโก ในสุสานไตรลักษณ์ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับกุฏิหลวงพ่อ เขาถามเจ้าหน้าที่ที่จำหน่ายวัตถุมงคลว่า อย่างนี้มีไหม พร้อมกับชูเหรียญหลวงพ่อเกษม เขมโก ที่ห้อยคออยู่องค์เดียวจนกระทั่งบัดนี้

                เขาบอกให้คนรู้จักฟังว่า ในโลกนี้มีองค์เดียวเท่านี้  ที่เขายอมรับ และเชื่อถือ มีอยู่วันหนึ่งเขาจะเดินทางไปออสเตรเลียเพื่อกิจธุระ ทั้ง ๆ ที่เครื่องบินกำลังจะออกอยู่แล้ว เขาทำท่าตกใจเพราะลืมสร้อยคอที่ห้อยเหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อเกษม เขมโก ไว้ที่บ้านอำเภองาว เขาบอกขอเลื่อนการเดินทางทันที แล้วจับรถทัวร์กลับอำเภองาว พร้อมกับภรรยา เพื่อกลับมาเอาเหรียญหลวงพ่อเกษม แล้วกลับไปใหม่

                ผมว่า ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งนับว่า ได้มีการสร้างพระเครื่องมาตั้งนาน จำนวนพระเครื่องก็มีมาก แต่จะได้พระเครื่องอันศักดิ์สิทธิ์ ชนิดที่ส่องแสงออกมากระทบตาฝรั่งต่างชาติ หรือแม้แต่คนไทยเราเอง ไม่ได้มีบ่อยครั้งนัก แต่เท่าที่ได้ยินได้ฟังมาก็มีเพียง ๒ ครั้ง เท่านั้น คือ ครั้งแรก ได้แก่ พระสมเด็จวัดระฆัง ที่สร้างและปลุกเสกโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพกพาติดพระองค์ไปเมื่อคราวเสด็จประพาสประเทศเยอรมันนี ได้ส่องแสงออกมานอกพระอาภรณ์ กระทบพระเนตรพระเจ้าไกเซอร์ ถึงกับทรงทูลถามว่าพกพาสิ่งใดมา พระสมเด็จรุ่นนี้วงการพระเขาเรียกว่า “พระสมเด็จไกเซอร์” มาจนทุกวันนี้

                ต่อจากนั้นมาก็ได้ยิน ได้เห็น ได้พบ เหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อเกษม เขมโก ที่ส่องแสงกระทบตามิสเตอร์แฟรงค์ นอร์แมน ในปัจจุบันสด ๆ ร้อน ๆ นี่แหละ เพราะฉะนั้น เหรียญหลวงพ่อเกษม เขมโก รุ่นนี้ น่าจะเรียกว่า เหรียญหลวงพ่อเกษม “รุ่นนอร์แมน”

                เมื่อคราวสร้างเหรียญหลวงพ่อเกษม เขมโก รุ่น “เสตุวารี” นั้น ก็มีเหตุการณ์ปรากฏให้คนเล่าลือถึงอภินิหารของหลวงพ่อ เกี่ยวกับปรากฏการณ์เมื่อคราวครั้งนั้น จัดพิธีปลุกเสกที่บริเวณอนุสาวรีย์เจ้าแม่สุชาดา สถานที่เกิดพระรุ่น “แตงโม” อันโด่งดัง ประชาชนทั้งในจังหวัดลำปาง และต่างจังหวัด ให้ความสนใจไปในงานอย่างมืดฟ้ามัวดิน ทั้งสองฝั่งแม่น้ำวังคลาคล่ำไปด้วยฝูงชน นักเลงพระจากกรุงเทพ ฯ ทั้งเซียนเก่า และเซียนใหม่ มุ่งหน้าเข้าสู่นครลำปางอย่างคึกคัก กระเป๋าหนักอึ้งไปด้วยเงิน เพื่อเตรียมาบูชาพระคนละหลายหมื่น

                อนุสาวรีย์เจ้าแม่สุชาดา ความจริงก็กว้างขวางพอดีอยู่แล้ว แต่วันนั้นทำไมมันแคบนิดเดียวก็ไม่รู้ วันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว ร้อนทั้งแสงแดด และกลิ่นไอผู้คน แม้กระนั้นคนทั้งหลายก็ไม่ปริปากบ่น คงยัดเยียดกันเหมือนปลากระป๋อง

                คุณวิทยา วันงาม เพื่อนผม ชวนอาคันตุกะจากต่างจังหวัดหลายคน นั่งเบียดฝูงชนอยู่ทางด้านหน้า เล่าให้ฟังว่า “เพื่อนจากเมืองใต้เขาว่า ทำไมทางนี้ปลุกเสกวัตถุมงคล ให้พระองค์เดียวนั่งปรก ที่บ้านผมนั้นนิมนต์พระตั้ง ๑๐๘ รูป และต้องนิมนต์ล่วงหน้าเป็นปีถึงจะได้ ลงทุนคราวหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนนับล้านบาท ไม่เหมือนทางนี้” อาเสี่ยเพื่อนผมที่มาจากต่างจังหวัดอธิบายยังไม่ทันจบ ก็พอดีเสียงโฆษกประกาศว่า บัดนี้ได้เวลาฤกษ์แล้ว หลวงพ่อจะเริ่มแผ่เมตตาจิต ขอให้ทุกคนนั่งอยู่กับที่

                ในขณะที่หลวงพ่อเกษม เขมโก กำลังภาวนาแผ่เมตตาไปยังพระเครื่องยังไม่จบดี อากาศที่ส่องแสงแดดแผดกล้า และร้อนอบอ้าว ก็พลันมีเมฆกระจาย แล้วรวมตัวกันมาบดบังเฉพาะบริเวณพิธี ลมเย็นพัดโชยมาแผ่ว ๆ พร้อมกับสายฝนโปรยลงมาบาง ๆ เพื่อนจากต่างจังหวัดของคุณวิทยาผลุดลุกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เขาจ้องมองไปที่หลวงพ่อเกษมอย่างไม่กระพริบตา เขาว่า อย่างนี้ไม่เคยมีปรากฏ สักครู่หนึ่งหลวงพ่อก็เสร็จพิธี เสียงโฆษกประกาศให้ประชาชนที่สั่งจอง ให้นำใบสั่งจองไปขอรับพระได้แล้ว เสียงโปรดอย่ายัดเยียดกัน ๆ ดังไม่ขาดสาย เพื่อนต่างจังหวัดของคุณวิทยาที่ว่า “ทำไมใช้พระองค์เดียวปลุกเสก” ควักเงินออกมายัดเยียดใส่มือคุณวิทยา ๒๐,๐๐๐ บาท กำชับว่า ขอให้ช่วยบูชาวัตถุมงคล หลวงพ่อเกษม เขมโก มาให้ทั้งหมด ๒๐,๐๐๐ บาท กระนั้นยังมิวายที่จะบ่นว่า “เสียดายที่เอาเงินมาน้อย”

                อ่านข้อเขียนของคุณคำมูล เจริญหล้า แล้วจะเห็นถึงความศรัทธาที่เหนียวแน่นจากสานุศิษย์ของหลวงปู่ทั่วประเทศ แม้กระทั่งฝรั่งต่างชาติ ตาน้ำข้าวก็ยังให้ความเคารพศรัทธา ขนาดเครื่องบินจะออก แล้วนึกขึ้นได้ว่า ลืมสร้อยเหรียญของหลวงปู่ที่คล้องประจำไว้ที่บ้านต่างจังหวัด ถึงกับยกเลิกการเดินทาง เพื่อกลับไปนำพระมาไว้กับตัวเสียก่อน จะไปไหนมาไหนโดยขาดหลวงปู่ไม่ได้ อย่างนี้เขาเรียกว่ามีศรัทธาอย่างเหนียวแน่น และพลังศรัทธา บวกกับ พลังจิตของหลวงปู่เกษมที่ท่านได้บรรจุ หรืออธิษฐานจิตเอาไว้ในวัตถุมงคลแต่ละรุ่นนี่แหละครับ จะเป็นพลังมหาศาลที่จะปกป้องคุ้มครองภัยอันตรายต่าง ๆ ได้ และยังอำนวยลาภผล ความสำเร็จ ความเจริญก้าวหน้า ให้กับผู้ที่พกพาและอธิษฐานจิตขออีกด้วย

                ต่างกับบุคคลที่มีศรัทธาโลเล ไม่มั่นคง สั่นไหวสั่นคลอนไปตามกระแส ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ท่านเรียกว่า “อจลศรัทธา” (อ่านว่า อะ-จะ-ละ-สัด-ทา) หรือ “ศรัทธาหัวเต่า” คือ หดเข้าหดออกเหมือนหัวเต่า พวกนี้พกพาวัตถุมงคลของหลวงพ่อองค์ใดก็ตาม มักไม่เห็นผล เพราะใจโลเล เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ก็ตัวของเขาเองยังขาดความเชื่อมั่นศรัทธา แล้วจะเอาพลังที่ไหนไปช่วยส่งเสริม สนับสนุน หรือคุ้มครองตัวเขาได้ ดังพุทธภาษิตที่ว่า “อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ” ตนต้องเป็นที่พึ่งของตนเองเสียก่อน หากตนเองยังไม่เชื่อมั่นในตนเอง ยังพึ่งพาตนเองไม่ได้ ทำอะไรก็เหยาะแหยะ โลเล เหมือนไม้หลักปักขี้เลน อย่างนี้ พระท่านไม่ส่งเสริมให้พบกับความสำเร็จก้าวหน้า หรือเจริญรุ่งเรืองหรอกครับ

                ดังนั้น ผู้ที่พกพาวัตถุมงคลของหลวงพ่อ หลวงปู่ องค์ใดก็ตาม จะต้องมีความเชื่อมั่นศรัทธาในพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อันได้แก่ เทวดาที่ปกปักรักษารูปเหรียญพระพุทธ หรือ พระสงฆ์องค์นั้น ๆ และต้องมีศรัทธาในองค์พระอาจารย์ที่ปลุกเสกด้วย โดยปราศจาก “วิจิกิจฉา” หรือ ข้อสงสัยใด ๆ ทั้งมวล ทำจิตให้เชื่อมั่นในพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เป็นหนึ่งเดียว หรือ “เอกัคคตาจิต” เสียก่อน รับรองว่า พลังอำนาจที่บรรจุไว้ในวัตถุมงคล จะแผ่ออกมาประสานกับพลังจิตศรัทธาของท่าน ทำให้วัตถุมงคลที่ท่านพกพา แสดงอภินิหาร และความศักดิ์สิทธิ์ออกมาอย่างแน่นอน









ข่าวอื่นๆในคอลัมน์นี้
>> ครูบาพรหมมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า (๑๘) โดย อ.เล็ก พลูโต
>> ครูบาพรหมมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า (๑๖) โดย อ.เล็ก พลูโต
>> ครูบาพรหมมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า (๑๕)
>> ครูบาพรหมมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า (๑๔) โดย อ.เล็ก พลูโต
>> ครูบาพรหมมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า (๑๓) โดย อ.เล็ก พลูโต
>> ครูบาพรหมมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า (๑๒) โดย อ.เล็ก พลูโต
>> ครูบาพรหมมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า (๑๑) โดย อ.เล็ก พลูโต
>> ครูบาพรหมมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า (๑๐) โดย อ.เล็ก พลูโต
>> ครูบาพรหมมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า (๙) โดย อ.เล็ก พลูโต
>> ครูบาพรหมมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า (๘) โดย อ.เล็ก พลูโต
>> ครูบาพรหมมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า (๗) โดย อ.เล็ก พลูโต



copyright @ 2005 Sereechai Newspaper. All Right reserved, Contect us: editor@sereechai.com
หนังสือพิมพ์เสรีชัย Sereechai Newspaper 1253 N.Vine St., Suite 16A, Los Angeles, CA.90038
Tel : 323-465-7550, 323-465-7409, 323-465-3967 Fax : 323-465-7383 Email : sereechai@sbcglobal.net


เกี่ยวกับเสรีชัย l บทบรรณาธิการ l ทางด่วนสายร้อยเอ็ด l ชาติไทยในอดีต l มองอเมริกา l บ้านเขาเมืองเรา l ต่างองศา l นอกรอบกับปีเตอร์ l กฏหมาย l มหาวิทยาลัย Top10 l ร้อยแก้ว l ฮอลลีวูดบูโลวาร์ด l หยุดพักอารมณ์ที่ตรงนี้ l ตามใจผู้เขียน l เรียง 100 เรื่องราว l ศิลปะตะวันออก ตะวันตก l สัพเพเหระ l โหราปริทรรศน์ l บอกเล่าเก้าสิบ l สังคมไทยในสหรัฐ l สังคมกอล์ฟ