หน้าแรก


ค้นหาข่าว โดยใส่ Keyword :


30 กันยายน 2557




เกี่ยวกับเสรีชัย


บทบรรณาธิการ


คอลัมน์ประจำฉบับ


กฏหมาย-มหาวิทยาลัย


บุคคล-สตรี-บันเทิง


ศิลปะ-ท่องเที่ยว


โหราศาสตร์


สังคม














ประเทศไทย,,ของใคร โดย วิจารณ์ จันทนเวส

การทิ้งไพ่ตายอย่างได้ผล ของนายกรัฐมนตรี “หน้าอ่อน” ที่สุดในโลกขณะนี้ ชื่อ อภิสิทธิ เวชชาชีวะ กับไพ่ใบสำคัญที่ทิ้งไปเพื่อดูใจของนักการเมือง ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลเกินกว่าจะคาดคิดกันทัน ไม่ว่าจะเป็น บางฝ่ายพรรคร่วม อย่าง “ภูมิใจไทย” ที่เคย “ตีรวน “เด็กมาร์ค”ในวันประชุม “ ก.ต.ช.” เพื่อเลือกผู้บังคับการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือตำแหน่งที่รู้จักกันดี ก็คือ อธิบดีกรมตำรวจ ที่เคยอยู่ใต้การกำกับของ กระทรวงมหาดไทย แต่เมื่อสมัย ทักษิณ ชินวัตร มีอำนาจ ปรับปรุงโยกย้ายตำรวจที่มีอยู่ สองแสนคนทั่วประเทศมาเป็นกำลังหลักของตน ให้ขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะคิดว่า จะคุ้มกันให้ ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในตำแหน่งได้อย่างยาวนานมิรู้จบ คิดอย่างเดียวกันสมัยเมื่อ พล.ต.อ. เผ่า ศรียายนนท์ ขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมตำรวจ เพื่อเป็น กำลังคุ้มครองอำนาจรัฐ ให้กับ จอมพล. ป. พิบูลย์สงคราม เพื่อคานกำลังทหาร มีพล.อ. สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้บัญชาการทหารบกอยู่

 

 

 จนถึงฉากสุดท้าย “นายกรัฐมนตรี” จอมพล ป. พิบูย์สงคราม  ได้ตระหนักแล้วว่า

พลังอำนาจของกระบอกปืนของตำรวจ ที่มีทั้งตำรวจรถัง ตำรวจน้ำ  อาวุธครบ แต่ไม่สามารถจะสู้รบกับกำลัง “ทหาร” ในขณะนั้น ทั้งได้รับการสนับสนุนจาก ประชาชน ได้

การจะอยู่ในอำนาจได้ยาว คือต้องได้รับการสนับสนุนจาก ประชาชน เพราะนั้น ทักษิณ ชินวัตร จึงใช้เส้นทางดังกล่าว ดึง“ตำรวจ” เข้ามาอยู่ในมือเสียก่อน ค่อย ๆ ปรับปรุงตีกิน “เอาอำนาจมหาร” มาอยู่ในมือภายหลัง

ทหารบก ทหารอากาศ และทหารเรือบางส่วน นั้น เป็นทหารของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  คือทหารรักษาพระองค์ฯ ที่มีมานานแล้วในยามบ้านเมืองปกติ และเป็นทหารรักษาชาติในยามบ้านเมืองมี สภาวะสงคราม

การบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ ทักษิณ ชินวัตร ได้พยายามทำมาเป็นขั้นตอนอยู่ตลอดเวลา โดยมีพรรคพวก นักเรียนเตรียมทหารที่เรียนหนังสือมาด้วยกัน เข้าไปกุมกำลังกองทัพระดับผู้บัญชาการหน่วยถืออาวุธ ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับกองพัน ไปถึงผู้บังคับบัญชาทหารระดับภาค 

ทักษิณ เกือบจะทำได้สำเร็จเรียบร้อยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า ยังมีนายทหารรุ่นพี่ อีกไม่กี่รุ่น ที่ยังเป็นฝ่ายกุมอำนาจในกองทัพอยู่ แต่ก็ไม่หมายความหมายใดๆ เท่าไรนัก  แม้กระทั่งการเลือก พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารบก เพราะเห็นว่า เป็นนายทหารที่ “หน่อมแน้ม” ไร้พิษสง มากที่สุด ไม่ถึงกับต้องมีคำสั่งโดยตรง ถึง ผบ.ทบ. คน นี้ เพราะระดับรองๆ ยศพลตรี. พลโท. พวกพ้องของทักษิณ ชินวัตร ก็เดิน “ข้ามหัว” เล่นอยู่บ่อย รวมทั้งเอา พล.อ. ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีมหาดกระทรวงกลามโหม คุมกำลังทัพไว้หมด เหมือนในขณะนี้ ที่เอา  “ผู้ทรงอิทธิพล” ในหมู่ทหาร ชื่อ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขึ้นมานั่งเป็น รัฐมนตรีกลาโหม มีลูกน้อง ตั้งแต่ ผบ.ทบ. ลงมา มีหรือว่า ใครที่ไหน..ถ้าไม่ใช่คนกันเอง จะกล้า “ปฎิวัติ”

เป็นการค้ำอำนาจให้ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ เวชชาชีวะ หรือ.. ไม่ใช่แน่นอน

แต่มาจาก การประนีประนอมที่มีให้กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ โดยมี “ยี้ห้อย” จอมดัดหลัง “เก๋าส์” ทางการเมือง เป็นคนอยู่เบื้องหลังว่า เมื่อไร การป่วนเมืองของ ทักษิณ ชินวัตร ปลุก “รากหญ้า” เข้ามา “เผาเมือง” ได้เมื่อไหร่  เมื่อเอย..ก็เมื่อนั้น .. ไม่มีใครจะเทียบรัศมีกับ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณได้ เพราะมีทหารคู่ใจ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา  กุมกำลังทหารบกอยู่  แม้จะมี เพราะเป็นทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกับ ทักษิณ ชินวัตร ก็แน่นอนว่า จะเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับ เพื่อนทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็น พล.อ. ทรงกิตติ จักกะบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด คุมทางด้านการทหาร ไม่ต้องเป็นห่วงตำรวจ ถ้าหากผู้บัญชาการตำรวจ จะผิดไปจาก พล.ต.อ. จุมพล มั่นหมาย ไปเป็น พล.ต. ปทีป ตันประเสริฐ ไม่มีความหมายสักเท่าไร กับ พล.อ. ประวิตร  วงษ์สุวรรณ กับ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา เท่าไรนัก   เพราะเนื้อในแท้ๆ แล้ว พล.ต.อ. จุมพล มั่นหมาย เป็นกำลังมาทางสายของ  “ยี้ห้อย ร้อยยี่สิบ”  ที่หันเหไปรวบอำนาจมหาดไทย กุมข้าราชการที่จะมีผลในการเลือกตั้งมากกว่า คือ ระดับ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับการตำรวจประจำจังหวัดต่างๆ  จะต้องอยู่ภายใต้ การบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อต่อยอดสุดๆ คือ “การเลือกตั้ง”  ถ้าภูมิใจไทย และ เนวิน ชิดชอบ ได้เสียงส่วนใหญ่สามารถจัดรัฐบาลพรรคเดียวได้ หรือแม้ว่าจะได้เสียงสูสีกับ ประชาธิปัตย์ หรือพรรค การเมืองใหม่ ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ต้องคิดมากให้เหนื่อยสมอง พรรคการเมืองใหม่ นั้น อยู่ใต้การนำของ สนธิ ลิ้มทองกุล คนเดียวแน่นอน ถ้าไม่ใช่ จะไร้บารมีแข่งกับ ประชาธิปัตย์ เป็นการเดินเกมการเมืองที่ไม่ฉลาดเลย สำหรับพรรคการเมืองใหม่ สมกับเป็น “มือใหม่” หัดขับจริง ๆ ในทางการเมือง ตั้งการ์ดจะชิงมวลชนกับ ประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นไปได้ แต่น้อยมากสำหรับสี่ปีแรกของพรรคนี้ ผู้นำพรรคแต่ละคนล้วนแต่มี “ทิศทาง ที่มาที่ไป” ไม่แคล้วคลาดจาก “ขนมผสมน้ำยา” เละเทะกันไปหมดโดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดความอ่านของ สุริยะใส  กตะศิลา ชอบเล่นบท “หักหน้า” ผู้ที่มีพรรษาทางการเมืองมากกว่าตน  แน่นอนว่า จะเป็นคู่แรก ที่จะ “ลากเขี้ยว” ออกมาห้ำหั้นกัน ระหว่าง วีระ  สมความคิด กับ เลขาธิการ สุริยะใส กตะศิลา อย่างน่าเบื่อเป็นคู่แรก ไม่น้อยกว่า “คนดีๆ  แต่ขาดความสุขุมลุ่มลึก” ที่อยู่ในตัว สนธิ ลิ้มทองกุล อยู่ตลอดมา ถ้ามีการ “ยุบสภา” และมีการเลือกตั้งขี้นมาใหม่ในปีนี้ นักการเมืองที่ “เก๋าส์เกม” อย่าง เนวิน ชิดชอบ กับภูมิใจไทย จะดึงเอาพรรคร่วมรัฐบาลประชาธิปัตย์เข้าร่วม “เขมือบแผ่นดิน” กันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ คนอย่าง บรรหาร (เติ้ง) ศิลปอาชา สนั่น ขจน ประศาสตร์ เสนะ เทียนทอง  น่าจะหมดลมหายใจไปจากการเมือง พร้อมกับชีวิตและตัวตน “หนักแผ่นดิน”ของพวกเขาเหล่านั้น ละล้วนแต่เป็นตัวถ่วงให้ประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าไปได้ เพราะทัศนวิสัย ไม่ต่างอะไร กับ “ไดโนเสาร์” เต่าพันปี”

“พรรคประชาธิปัตย์” ณ วันนี้ แม้จะมีน้ำดีอยู่มาก ก็ไม่สามารถจะอยู่ได้ถ้าหากว่า ไม่มีความเคลื่อนไหวทางการเมือง “เข้าตาประชาชน” อย่างเช่น ไกรศักดิ์ ชุนหวัณ แม้กระทั่ง กษิต ภิรมย์  ที่เป็นเพชรน้ำดีของประชาธิปัตย์ลดบทบาทลงไป จะเห็นได้ว่า ไกรศักดิ์ ชุนหวัณ ถูกเตะโด่งออกนอกเส้นทางยากที่จะกลับมาผู้ระดับแถวหน้าของพรรคฯ ได้อีก กษิต ภิรมย์ ก็อ่อนกำลังลงไปเห็นได้ชัด ศึกภายนอกไม่เท่าไร ศึกภายในเหมือนน้ำท่วมปาก  เป็นไม้ซีกอยู่คนเดียว ไม่สามารถจะต้าน “สะตอ” แพ้เกลิ่นเหม็นเขียวมาตั้งแต่แรกแล้ว ชวน หลีกภัย ก็ไม่สามารถขยับตัวได้อย่างเป็นอิสระ เพราะอะไรหรือ ที่ ชวน หลีกภัย ผันตัวเองออกไปเป็น ประธานที่ปรึกษาพรรค ฯ เพราะว่า ถ้าเป็นหัวหน้าพรรคฯ ก็ต้อง “ลาออก” อีก ..อีกครั้ง..อีกครั้ง และทุกครั้ง ที่เป็นนายกรัฐมนตรี

คนดีเกินไปยากนัก ที่จะนั่งในตำแหน่างนายรัฐมนตรี ของประเทศไทยได้อย่างยาวนาน

นายชวน หลีกภัย ต้อง “ยุบสภาฯ”ครั้งสุดท้าย ก็เพราะคือ สปก.04-1 ยังจำได้ไหม

                คำพูดที่ว่า ทำดี ผีคุ้ม นั้นถูกต้อง เพราะทุกวันนี้ “ผีคุ้ม” ใช่หรือไม่ที่ไม่ส่งเสริมให้ ชวน หลีกภัย กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก จะยุบสภาฯ หรือจะแลกกับ ให้ลูกน้องคนสนิท “ติดคุก” เรื่อง  สปก.04-1

                การเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ในพรรคประชาธิปัตย์ คือ ยกเก้าอี้หัวหน้าพรรค ให้ผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นนักการเมือง “สากล” เช่นประเทศเจริญแล้ว มีจรรยามารยททางการเมือง และทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติ และประชาชน

อภิสิทธิ เวชชาชีวะ คนเดียวอยู่ในสายตา อดีตหัวหน้าพรรคการเมือง “ตัวอย่าง” ชื่อ ชวน หลีกภัย

ด้วยบทเรียนราคาแพงที่นาย ชวน หลีกภัย ต้องยุบพรรค นอกจากความชอบธรรมที่ควรจะยุบพรรคแล้ว อีกประการหนึ่งเพื่อให้โอกาสกับ “ลูกน้องคนสนิท” คนนั้นไม่ต้องเข้าคุก ยังอยู่ในพรรคและเล่นการเมืองต่อไปอีกหรือไม่.. ขอให้เป็นคำถาม ปริศนา ต่อไปก็แล้วกัน

แต่ว่า ทุกวันนี้จะเห็นชื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ มีบทบาทสำคัญมากมาย สามารถดึงคนอย่างนายเนวิน ชิดชอบ เข้ามาสนับสนุนให้เสียงประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำรัฐบาลได้   มีข้อแม้ว่า พรรคภูมิใจไทย จะได้ตำแหน่งสำคัญ คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงพานิชย์  แต่ กระทรวงกลาโหม ยกให้กับลูกพี่ใหญ่ ของ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา คือ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ

แน่นอนว่า กำลังทั้ง ทหาร และตำรวจ รวมทั้งข้าราชการระดับปกตรองประเทศ คือผู้ว่าราชการจังหวัด

อำนาจต่างๆ ตกไปอยู่ในมือของ ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่เปล่งรัศมี ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป หลังจาก อภิสิทธิ เวชชาชีวะ หลุดวงจรไปไม่ว่าจะมีเหตุผล หรือไม่มีเหตุผล อย่างหนึ่งอย่างไรก็ตาม

แต่ว่า อภิสิทธิ เวชชาชีววะ ก็ไม่ใช่ “หมูสนาม” ที่จะเล่นแรงๆ ทั้งเตะตูดและลูกหัวได้  เงินคอมมิชชั่นเบี้ยบ้ายรายทางเหยีบแสนล้าน โครงการเช่ารถเมล์เมืองหลวง ของ คมนาคม ถูกยับยั้งลงไป  เป็นการฉีกหน้าครั้งใหญ่ อย่างมโหรีมโหฬาร โครงการขายข้าวในสต็อกของกระทรวงพานิชย์เห็นว่าเป็นการ “ฮั้ว” อย่างชัดเจนก็ถูกเบร๊คตัวโก่งจาก “นายกมาร์ค” ภายหลัง “สต๊อกข้าว” ที่วิ่งเต้นกันหนักหนา เป็น “สต็อกลม” แม้กระทั่งโครงการเล็ก ซื้อรถถังของกลาโหม เสนอโดย ผบ.ทบ. ก็ยังเป็น “โรคเลื่อน” ซื้อไม่ได้ก็ไม่ได้คอมมิสชั่น

เพราะฉะนั้น “มาร์ค”ไม่ควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ทั้งยังไม่มีทีท่าจะยุบสภาฯ หลังจากถูกตามฆ่าที่ “พัทยา” รอดตายมาได้ย่างหวุดหวิด  เพราะฉะนั้นให้โอกาสได้ “ตาย” เป็นครั้งที่สอง โดยสั่งผ่าน สุเทพ เทือกสุบรรณ ให้นายกฯ ไปประชุมเกี่ยวกับป้องกันการชุมนุม โดยมี สุเทพ เทือกสุบรรณ รับประกันความปลอดภัยนั่งไปในรถคันเดียวกันด้วย ปรากฏว่า ถูกทุบรถ แทงทะลุด้วยด้ามธง ทุ่มหินขนาดใหญ่ ไปบนหลังคา ดีว่าหลบแกมาทัน หลังจากนั้น นายกฯสวมหัวใจสิงห์  “ ฮึดสู้” โดยมีแม่ทัพภาคภาคที่ 1ระวังให้ความปลอดภัยอย่างหนาแน่น

สุเทพ เทือกสุบรรณ  ถูกมองว่า “เป็นนกต่อ” อย่างช่วยไม่ได้

หลังจากนั้นก็มีการ ขัดขานายกฯ มาร์คเรื่องการแต่งตั้ง พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ ไม่ให้ขึ้นเป็นผบ.ตำรวจ จาก สุเทพ เทือกสุบรรณ  ร่วมกับ พรรคพวกของ เนวิน ชิดชอบ กับ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ  ที่ยังคงยึดเก้าอี้ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจไว้จนกว่าจะปลดชรา ปลายเดือนกันยายน นี้

เป็นเรื่องน่าเกลียดอีกเรื่องหนึ่งของ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี  ที่ออกมาพูดก่อนหน้าว่า จะหาทางปรองดองกับ ทักษิณ ชินวัตร อย่างไม่รู้จัก”ขายหน้า”ถูก  ทักษิณ ชินวัตร ไม่รับสายโทรศัพท์  ต่อมาเมื่อวันที่  1 ก.ย.)ที่พรรคเพื่อไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างงานเลี้ยงหลังประชุมพรรคเพื่อไทย ในช่วงเย็น ที่บริเวณชั้น 4 ที่ทำการพรรค โดยมีแกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พร้อมด้วย ส.ส.ของพรรค ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงกรณีกระแสข่าวสูตรรัฐบาล 1 บวก 1 พรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งล่าสุด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาชนก็พูดในแนวทางเดียวกัน ขณะที่เมื่อผู้สื่อข่าวถามกรณีดังกล่าวกับ ร.ต.อ.เฉลิม ที่นั่งอยู่ข้างๆ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ยกมือขึ้นมานิ้วชี้ขึ้นมาปิดปาก พร้อมว่า “พูดไม่ได้ เรื่องนี้”

นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ส.ส.ในพรรคก็มีการคุยกันเรื่องนี้บ้าง แต่ส่วนตัว ตนทราบมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากรู้จักกับ นพ.บูรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ก็เคยมาพูดกับตนเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย น่าจะร่วมรัฐบาลกัน เพราะจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ซึ่งตนก็ตอบกลับ นพ.บูรณัชย์ ไปว่า หากจะตั้งรัฐบาลร่วมกันก็ต้องมาร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญก่อน เพราะเป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งทางเมืองในขณะนี้

แก้รัฐธรรมนูญ มีบทบัญญัติให้ ทักษิณ ชินวัตร พ้นคดีพ้นโทษ ทั้งหมดเสียก่อน

หมายความว่า ถ้าจะให้เพื่อไทย กับ ปชป.รรวมกันเป็นรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรี

ประเทศไทยวันนี้ อยู่ที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ คนเดียวเท่านั้นหรือ..

ที่จะเอาไปยกให้ใครก็ได้. ยิ่งใหญ่ถึงอย่างนั้นทีเดียวหรือ ประสาทไปหรือปล่าว...









ข่าวอื่นๆในคอลัมน์นี้
>> จะใช้กฏหมายต่อไปไหม..( จะใช้ฉบับไหน..) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส
>> ถ้าถล่มกองทัพลงได้ ..สบายแม้ว.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส
>> ประวัติศาสตร์ที่ทหารควรรู้ ... โดย วิจารณ์ จันทนะเวส
>> เรื่องไม่ธรรมดา..อุ้มฆ่าเอกยุทธ.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส
>> คงจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลง (ต่อให้จบ...) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส
>> ปิดปากประชาชน โดย วิจารณ์ จันทนะเวส
>> ภิกษุสันดานกา โดย วิจารณ์ จันทนะเวส
>> จักรภพ..พูดถึงชัย ราชวัตร โดย วิจารณ์ จันทนะเวส
>> เสาหลักปักขึ้ควาย โดย วิจารณ์ จันทนะเวส
>> หรือจะได้เห็น “สิ้นชาติ..ก่อนสิ้นใจ” โดย วิจารณ์ จันทนะเวส
>> พ่อหลวงแห่งปวงราษฎร์ (ตอนที่ 3) โดย นางสาวชมเพลิน ผู้เรียบเรียง



copyright @ 2005 Sereechai Newspaper. All Right reserved, Contect us: editor@sereechai.com
หนังสือพิมพ์เสรีชัย Sereechai Newspaper 1253 N.Vine St., Suite 16A, Los Angeles, CA.90038
Tel : 323-465-7550, 323-465-7409, 323-465-3967 Fax : 323-465-7383 Email : sereechai@sbcglobal.net


เกี่ยวกับเสรีชัย l บทบรรณาธิการ l ทางด่วนสายร้อยเอ็ด l ชาติไทยในอดีต l มองอเมริกา l บ้านเขาเมืองเรา l ต่างองศา l นอกรอบกับปีเตอร์ l กฏหมาย l มหาวิทยาลัย Top10 l ร้อยแก้ว l ฮอลลีวูดบูโลวาร์ด l หยุดพักอารมณ์ที่ตรงนี้ l ตามใจผู้เขียน l เรียง 100 เรื่องราว l ศิลปะตะวันออก ตะวันตก l สัพเพเหระ l โหราปริทรรศน์ l บอกเล่าเก้าสิบ l สังคมไทยในสหรัฐ l สังคมกอล์ฟ