Get Adobe Flash player

ข้าวยาก หมากแพง

Font Size:

กว่า 27 จังหวัดในประเทศไทย กำลังเผชิญปัญหาน้ำท่วม บางแห่งเข้าท่วมตัวเมือง บางแห่งน้ำสูงถึงหลังคา ที่นับว่ารุนแรงในระดับที่น่าเกรงว่าจะเกิดอันตราย แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้ในขณะนี้คือ รอโชคชะตา ว่า “พายุผีเสื้อ” วูทิพ” ที่จะเข้ามาระลอกใหม่ จะเข้ามาซ้ำเติมมากน้อยแค่ไหน หรือว่าจะมีพายุอีกกี่ลูก ที่จะซ้ำเติมเข้ามา โดยมีความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเดิมพัน

สิ่งที่มากับน้ำคือความเสียหาย โดยเฉพาะอาคารบ้านเรือน ถนนหนทาง สะพาน ฯลฯ และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่รัฐจำเป็นจะต้องทุ่มงบประมาณเข้าไปซ่อมแซม เมื่อน้ำลด

ภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่ระดับในครัวเรือนไปจนถึงระดับข้ามชาติ ถ้าปีนี้ระวังนิคมอุตสาหกรรมได้ไม่ดี นอกจากจะเสียหายเฉพาะหน้า ทำให้คนต้องตกงาน ยังเสียในระดับความน่าเชื่อถือของนักลงทุน ที่มีฐานอยู่ในประเทศไทย

สิ่งที่นับว่าเป็นความเสียหายที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ คือพืชผลทางเกษตร ภาคปสุสัตว์ ในทุกๆ ที่ๆ น้ำผ่าน ราษฎรประสบปัญหาขาดทุน ขาดเงิน ในขณะที่หนี้สินพอกพูน ซึ่งจะกระทบไปถึงวิถีชีวิตต่อเนื่องเป็นลูกระนาด

ข้าวในโครงการรับจำนำข้าวที่ขาดทุนยับเยินอยู่แล้ว หากขนย้ายหนีน้ำไม่ทัน ก็จะเสียหายทั้งระบบ จะเป็นความเสียหายครั้งมโหฬาร แต่ก็จะมีผู้ที่จะดีใจ ก็คือผู้ทุจริต ที่สามารถกลบเกลื่อนความผิดให้ลอยไปกับน้ำ

เมื่อวันพุธ มีรายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า ผักหลายชนิดในช่วงปลายเดือนกันยายน ได้ปรับราคาสูงขึ้นจากเดือนก่อนอย่างมาก เพราะผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูกสำคัญ ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นเกษตรกรผู้ปลูกผักก็ลำบาก ผู้บริโภคก็ต้องซื้อผักในราคาที่แพงขึ้นกว่าเท่าตัวก็มี

ผักคะน้าเล็กจากราคา 18 บาท ขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท, กะหล่ำปลี จาก 14 บาทเป็น  25 บาท, ผักกาดขาวจาก กก.ละ 20 บาทเป็น  35 บาท, ผักกาดหอม กก.ละ 28 บาทเป็น 60 บาท เพิ่มขึ้น 32 บาท, ต้นหอม กก.ละ30 บาทเป็น 70 บาท ผักชี กก.ละ 40 บาทเป็น  85 บาท ฯลฯ ซึ่งสินค้าอื่นๆ ก็จ่อคิวอยู่

เรายังคงมองรัฐบาลอย่างเข้าใจ เพราะเห็นว่า ปัญหาน้ำ เป็นภัยธรรมชาติ ที่ยากต่อการแก้ไขในระยะสั้น แต่สิ่งที่เราผิดหวังกับรัฐบาล อยู่ตรงที่ ไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาน้ำท่วมเท่าที่ควร

รัฐบาลยังติดอยู่ที่การเมือง พยายามทำทุกวิถีทางที่จะขยายขอบเขตอำนาจ เพื่อให้พี่ชายกลับบ้านโดยไม่ต้องรับโทษ หรือถูกกล่าวโทษในการกระทำอื่นๆ ความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการรวบอำนาจในวุฒิสภา แม้ดูเหมือนจะให้เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย แต่แท้จริงคือการแสวงหาประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

มองได้ว่า เป็นการฟื้นฟู “สภาผัวเมีย” ให้กลับมาอย่างสมบูรณ์แบบ

แต่เลือกที่จะมองข้าม “ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ” ที่เป็นระบบโควต้า ไม่ใช่การลงสนามแข่งขันเหมือน ส.ส.เขต ถ้าต้องการประชาธิปไตยในระบบที่นักการเมืองทุกคนต้องผ่านระบบโหวต ก็ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงด้วย

ต้องไม่ลืมว่า หน้าที่สำคัญของรัฐบาลในขณะนี้ไม่ใช่เล่นเกมการเมือง แต่เป็นปัญหาปากท้องประชาชน การแก้ปัญหาให้เกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นราคายางพารา ราคามันสัมปะหลัง ราคาข้าวโพด ฯลฯ

รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องที่ไม่สำคัญ แต่กลับละเลยเรื่องสำคัญ

ทั้งยังขาดความจริงใจในการบริหารประเทศ เช่นปากก็ว่าต้องการปรองดอง ในขณะเดียวกัน ก็ให้โฆษก ก็ดี ทนายความจำเลยก็ดี หรือแม้กระทั่งการใช้ชื่อหลานชาย ออกมายั่วยุฝ่ายที่เห็นตรงข้ามทุกเมื่อเชื่อวัน การปรองดองที่แท้จริงจึงไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ นอกจากการบังคับให้ปรองดองเท่านั้น

เรามองว่าการแก้รัฐธรรมนูญ คือเรื่องที่ไม่ได้เร่งด่วน ที่สำคัญหากรวบรัดเร่งรีบก็อาจผิดพลาด เป็นอันตรายต่อนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องรับผิดชอบ การไม่ยอมรับอำนาจตุลาการอาจทำได้ในขณะที่อยู่ในอำนาจ  แต่หลังจากนั้นเมื่ออำนาจเสื่อม ก็ไม่มีทางจะหนีเงื้อมมือกฎหมายพ้น

ถ้าจะอ้างว่า รัฐบาลหาเสียงไว้แล้วว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ ก็ต้องทำให้ได้ ซึ่งหากยังจำได้ พรรคเพื่อไทยเองก็หาเสียงว่าจะถมทะเล จนวันนี้ ยังไม่เห็นว่าจะเอาดินที่ไหนมาถมสักทะเลเดียว เห็นมีก็แต่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ.