Get Adobe Flash player

ปัญหาของนายกฯ

Font Size:

ข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกนายกล้านรงค์ จันทิก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาแสดงความสงสัยว่า การยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.เป็นเท็จหรือไม่ กรณีการปล่อยเงินกู้ 30 ล้านบาทให้บริษัท แอ็ด อินเด็กซ์ จำกัด ที่มี นายอนุสรณ์ อมรฉัตร “บอยเฟรนด์” นอกทะเบียนสมรส เป็นผู้ถือหุ้นอยู่

 

ประเด็นตรวจสอบ 2 ประเด็น คือ 1.การที่นายกฯ ให้กู้ยืมเงิน 3 ครั้ง ในปี 2549 และ 2550 ต้องดูรอบระยะบัญชีของบริษัท ว่ามีการกำหนดรอบระยะบัญชีไว้ตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด และรอบระยะบัญชีอยู่ในช่วงการกู้ยืมเงินหรือไม่ และถ้าอยู่ ได้มีการแจ้งในงบดุลบัญชีบริษัทหรือไม่ ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีของแต่ละบริษัทจะกำหนดไว้ไม่เท่ากัน

2.ดอกเบี้ยเงินกู้ที่นายกฯ และบริษัทแจ้งกำหนดอัตราดอกเบี้ยไม่เท่ากัน  โดยนายกฯ แจ้งว่า คิดอัตราดอกเบี้ยตามเงินฝากประจำของธนาคารกรุงไทยที่ร้อยละ 1 ขณะที่งบดุลของบริษัทแจ้งว่า คิดอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 2.50-3.75 ต่อปี เรื่องนี้ ถ้าพบว่ามีความผิดปกติจะเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต่อไป

สำหรับกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ว่า ส่อเข้าข่ายแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จต่อ ป.ป.ช.นั้น ประเด็นดังกล่าว สำนักข่าวอิศราเคยตรวจสอบแล้วพบว่า 1.น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้แจ้งบัญชีที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง ส.ส.และนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 ส.ค.54 ว่าได้ปล่อยกู้ให้บริษัท แอ็ด อินเด็กซ์ จำกัด ของนายอนุสรณ์ อมรฉัตร กู้ยืม 30 ล้านบาท เป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน 3 ฉบับ ดังนี้ 6 ต.ค.2549 ปล่อยกู้ 20 ล้านบาท, 9 มี.ค.2550 ปล่อยกู้ 5 ล้านบาท และ13 มี.ค.2550 ปล่อยกู้ 5 ล้านบาท ฯลฯ

นายกฯ จะแก้ปัญหานี้อย่างไร จะบูรณาการให้ ป.ป.ช.เชื่อได้หรือไม่ แต่ถ้า ป.ป.ช.ไม่เชื่อ จะทำอย่างไร ในฐานะพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในสภา นี่เป็นบทพิสูจน์ของความเป็นนักบริหาร ว่าจะสอบผ่านตรงนี้ได้หรือไม่

เหตุการณ์ที่มาพร้อมข่าวนี้คือ นายเกษม นิมมลรัตน์ ส.ส.เขต 3 เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข่าวระบุว่า เพื่อเปิดทางให้นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่จะมาลงแทน รวมถึงการมีชื่อเป็นนายกฯ สำรอง หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีปัญหา

ในพรรคบอกผ่านสื่อฯ ว่า เหตุที่นายเกษมลาออกเพราะว่ามีปัญหาสุขภาพ  แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีข่าวจะไปสมัครเป็นรองนายกฯ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่   ทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อมีปัญหาสุขภาพ จะไปเป็นภาระให้อบจ.เชียงใหม่ทำไม

ก็ไม่เห็นเป็นอะไร ถ้าลาออกเพราะปัญหาสุขภาพ หรือจะลาออกไปเป็นรองอบจ. หรือจะเพื่อเปิดทางฯ เพราะมีเหตผล แต่นายกฯ ควรรับรู้ในเรื่องนี้ก่อน เพราะนายก ไม่ใช่หัวหลักหัวตอ ที่ใครนึกจะทำอะไรก็ทำ

จุดอ่อนของพรรคเพื่อไทย คือการมีนายหลายคน ผู้มีอิทธิพลต่างๆ ไม่เคยสนใจผู้บริหาร โดยเฉพาะผู้มีอิทธิพล ไม่พูดความจริง ปากบอกอย่างหนึ่ง กลับทำอีกอย่างเสมอ ถนัดที่จะหลบอยู่ในที่มืด สั่งการอยู่เบื้องหลัง

เช่นกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่กล้าที่จะบอกว่าจะนิรโทษกรรม ในที่สุดก็ต้องใช้เกมสลับขาหลอก เริ่มจากหลอกประชาชนก่อน แล้วหลอกนายกฯ หลอกเพื่อร่วมต่อสู้ แล้วในที่สุดก็หลอก พ.ต.ท.ทักษิณเอง

พรรคเพื่อไทย มักพูดเสมอว่า เป็นพรรคประชาธิปไตย แต่ในพรรคกลับไม่ใช้กระบวนการประชาธิปไตย ภาพจริงคือเจ้าของพรรคคือ เหล่าญาติโกโหติกา คือผู้กำหนดชะตากรรมของพรรค แม้แต่หัวหน้าพรรค ก็ดูเหมือนหลงจู๊ เฝ้าทรัพย์ มากกว่าจะเป็นหัวหน้าจริง

ในส่วนของนายกรัฐมนตรี เป็นถึงระดับผู้นำประเทศ แต่เมื่อมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก็ไม่เห็นทำอะไรได้ รัฐมนตรีในคณะเองก็ตาม ทุกเรื่องแทนที่จะเชื่อฟังนายกฯ แต่กลับขึ้นเครื่องบินไปให้ “ดูไบ” แก้ปัญหาให้

เราอยากเห็นนายกรัฐมนตรี มีความกล้าหาญในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ กล้ากำหนดชะตากรรมตัวเอง โดยไม่กลัวว่าจะต้องหลุดจากเก้าอี้ จะได้ดำรงตำแหน่งกี่วันหรือกี่ปี ก็ไม่สำคัญ ขอให้ในช่วงที่อยู่ได้ทำงาน  ไม่ใช่ต้องเป็นนอมินีไปตลอด ใครจะข้ามหัว นึกจะลงสมัคร ส.ส.มาเป็นนายกสำรองก็มา ใครนึกจะลาออกก็ไม่ปรึกษาหารือ

ลองเชือดลิงให้ไก่ดูสักครั้ง ขอแค่นี้ จะทำได้ไหม.