Get Adobe Flash player

พฤติกรรมน่าละอาย

Font Size:

รัฐบาลของพรรคเพื่อไทย อ้างอยู่เสมอว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ไม่เป็นประชาธิปไตย สมควรจะได้รับการแก้ใขโดยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งความเห็นดังกล่าวก็มีเหตุผลที่รับฟังได้

 

แต่เมื่อได้เห็นประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ ก็จะเข้าใจได้ทันทีว่า ไม่มีข้อใดที่เป็นประโยชน์ต่อชาติและประชาชน ซ้ำร้ายยังเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชน เพื่อให้ผลประโยชน์ตรงนี้ เป็นของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ภายใต้การสั่งการของคนไกลผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ

ประเด็นแรกในการแก้ไข มาตรา 68 ซึ่งแต่เดิม ประชาชนจะมีสองช่องทางในการร้องเรียน ในกรณีที่เห็นว่ามีพฤติกรรมการกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ ก็สามารถร้องได้สองช่องทางคือ ทางหนึ่ง ผ่านอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ทางที่สองผ่านสำนักงานอัยการสูงสุด

แต่การเสนอแก้ไข ให้ตัดช่องทางผ่านอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ให้เหลือเฉพาะผ่านสำนักงานอัยการสูงสุดเท่านั้น นั่นก็หมายความว่า ถ้าอัยการซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาล รับเรื่องไว้ไม่ส่งต่อ ก็เท่ากับการตรวจสอบต้องสิ้นสุด

ผู้ที่ได้ประโยชน์ ในการแก้มาตรานี้ คือผู้ที่ต้องการตัดตอนระบบตรวจสอบ และลบล้างความผิดตน

สองประเด็นแก้ไขมาตรา 237 เพื่อยกเลิกโทษยุบพรรคการเมืองในกรณีที่ถูกสอบสวนพบว่าซื้อเสียงหรือทำผิดกฏหมายเลือกตั้ง

ความชัดเจนอยู่ที่ พรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมซื้อเสียงโจ่งแจ้ง ทำในสิ่งผิดกฎหมายเลือกตั้ง ไม่ต้องการถูกยุบพรรค

สาม ประเด็นแก้ไขว่าด้วยที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ให้ยกเลิก สว.สรรหา โดยให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดรวม 200 คน ให้ผู้ที่หมดวาระจาก สว.สามารถลงเลือกตั้งได้อีก โดยไม่ต้องเว้นวรรค

ทั้งที่สภาสูงนั้นได้ถูกออกแบบมาเพื่อความเป็นกลาง เพื่อกลั่นกรองกฏหมาย และมาจากทุกสาขาอาชีพ

 ประเด็นนี้เห็นชัดว่า เพราะระบอบทักษิณ ที่ใช้ประชานิยมซื้อประชาชน จนเชื่อมั่นว่า ถ้ามีการเลือกตั้งทั้งสภาล่างที่สังกัดพรรค และสภาสูงที่พรรคให้การสนับสนุน จะสามารถยึดอำนาจได้ทั้งสองสภา

โดยลืมความจริงที่ว่า อำนาจ ไม่ได้อยู่กับใครนาน วันนี้ชนะอาจใช่ แต่แล้ววันหนึ่งจะเสียใจ

สี่ แก้ไขมาตรา 190 โดยกำหนดให้การทำสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศในบางเรื่อง ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เปิดทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์โดยตรง

เรามองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เหมือนหนังสือที่อ่านง่าย ที่ฝ่ายอำนาจ จะทำทุกวิถีทางเพื่อยังประโยชน์ตน ด้วยความรู้สึกแทบสิ้นหวัง โดยเฉพาะนักการเมืองที่กลับกลอก ทรยศแม้ตัวเอง ไร้อุดมการณ์

แม้คนระดับประธานวุฒิสภาที่ต้องการยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย และต้องการเป็นประธานในที่ประชุมด้วย ภาพที่ออกมาเพียงไม่กี่วัน กลับสะท้อนพฤติกรรมที่น่าละอาย หมดสิ้นวุฒิภาวะของประมุขแห่งวุฒิสภา

ในการอภิปรายครั้งนี้ นายนิติภูมิ นวรัตน์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้แสดงความเห็นด้วยที่จะแก้ไขมาตรา 190 โดยระบุว่า มาตรานี้ สร้างปัญหา เป็นการมัดมือมัดเท้าฝ่ายบริหาร ทำให้เจรจาต่อรองลำบาก เสียเปรียบคู่เจรจา และบัญญัติไว้อย่างไม่มีเหตุไม่มีผล

ซึ่งนายนิติภูมิ นวรัตน์ คนนี้เอง ในอดีตเคยขึ้นเวทีพันธมิตร โจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ไปเจรจากับต่างประเทศ ว่าอาศัยอำนาจรัฐบาลแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนในยุคทักษิณ ทั้งยังระบุว่า  “นายกฯ ของไทย (ทักษิณ) ไปทำชั่วที่ประเทศเม็กซิโก จึงไม่ต้องการคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ มาเป็นผู้นำของพวกเราอีกแล้ว”

คนๆ เดียวกัน สามารถกลับคำได้ถึงเพียงนี้

สรุปก็คือ ประชาชนในฐานะผู้ห่วงใยบ้านเมือง แม้เป็นเพียงผู้ดู ไม่อาจคัดง้างฝ่ายอำนาจ ที่ทำผิดให้มาทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่พฤติกรรมนักการเมือง จะสะท้อนตัวนักการเมืองเอง ท่านต้องการทำงานการเมืองอย่างมีเกียรติเพื่อวงศ์ตระกูลของท่านเอง หรือจะอยู่ไร้เกียรติ ท่านเลือกได้.