Get Adobe Flash player

ประชาธิปไตยคนละทาง

Font Size:

ในงาน 40 ปี 14 ตุลา ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตผู้นำนักศึกษา กล่าวปาฐกถา ระบุว่า อุปสรรคใหญ่ของประชาธิปไตยไทย เกิดจากอิทธิพลของชนชั้นนำ ภาครัฐที่เคยผูกขาดอำนาจการปกครองมาก่อน ฐานะครอบงำของวัฒนธรรมอำนาจนิยมซึ่งไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และสภาพกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยยังไม่มีลักษณะคงเส้นคงวา

นายเสกสรรค์ มองว่าคนชั้นกลางเป็นฐานของแนวคิดอนุรักษ์นิยม ที่อยากหยุดประวัติศาสตร์ไว้ในจุดที่ตัวเองได้เปรียบในทุกด้าน มีจำนวนไม่น้อยพร้อมสนับสนุนวิธีการนอกระบบในการเปลี่ยนรัฐบาล ถ้าหากมันจะช่วยสร้างความมั่นใจว่าโลกตัวเองจะไม่ถูกโยกไหวสั่นคลอน

เขาบอกว่า การเคลื่อนไหวของประชาชนในหัวเมืองและในชนบทซึ่งเป็นชนชั้นที่ถูกมองข้าม เป็นการผูกโยงประชาธิปไตยกับความฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า สังคมที่ดีกว่า ส่งเสริมให้ผู้คนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นแก่นแท้ของปรัชญาประชาธิปไตย ปัญหามีอยู่ว่า พลังใหม่นี้จะนำพาสังคมไทยไปได้ไกลแค่ไหน

แม้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งมีความผิดร้ายแรง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตย และปัญหาก็ยังคงต้องแก้ไขด้วยวิธีการประชาธิปไตย ความผิดพลาดของผู้นำรัฐบาลนั้นมีอยู่จริง และสร้างความไม่พอใจให้คนจำนวนไม่น้อย แต่ความขัดแย้งหลักคือความขัดแย้งของชนชั้นนำเก่าที่สูญเสียฐานะการนำ กับชนชั้นนำใหม่ที่ขึ้นกุมอำนาจด้วยวิธีการต่างจากเดิม

ในขณะที่นายธีรยุทธ บุญมี อดีตผู้นำนักศึกษาฯ มองว่า ประชาธิปไตยก็ไม่ใช่สิ่งที่เขียนไว้เป็นกฎหมายแล้วจะเกิด แต่เป็นเรื่องการรับรู้และแสดงอำนาจของกลุ่มคนต่างๆ เพื่อขอสิทธิต่างๆ เป็นของตนเอง และส่วนรวม

นายธีรยุทธมองว่า พรรคการเมืองหลัง 14 ตุลา เกิดจากทุนท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นมุ่งหาผลประโยชน์เกาะเกี่ยวรัฐและระบบราชการ ก็ไม่ได้ส่งเสริมประชาธิปไตยเช่นกัน และอ่อนกำลังเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จนมาถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนทุนใหม่ขนาดใหญ่ สามารถใช้อำนาจควบคุมรัฐและภาคชนบท จนเป็นชนวนความขัดแย้งกับกลุ่มอนุรักษ์ และวิกฤติในปัจจุบัน ในเรื่องวัฒนธรรมการเมือง สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ หรือสังคมขี้ข้า เข้าหาคนมีอำนาจ เข้าหาเส้นสาย

นายธีรยุทธยังกล่าวว่า นโยบายประชานิยม หรือการที่พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่ปัญหาประชาธิปไตย แต่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ นักวิชาการมีหน้าที่ออกมาแสดงทัศนะตักเตือนข้อดี-ข้อเสีย และถ้าจะถึงขั้นทำให้เกิดวิกฤติจริงๆ กลุ่มธุรกิจใหญ่ต่างๆ ที่ประสบความเดือดร้อนก็จะต้องออกมาคัดค้านด้วยตัวเอง หรือประชาชนอาจต้องเจอปัญหาเงินเฟ้อไปเรื่อยๆ ก็จะต้องลุกขึ้นมาประท้วงเรียกร้องอย่างใดอย่างหนึ่ง

    นายธีรยุทธชี้ว่า ถ้ามองว่าขบวนการเสื้อแดงเป็นตัวแทนของชาวบ้านและพลังชาวรากหญ้าที่แท้จริงแล้ว เหตุใดแกนนำเสื้อแดงจึงจะไม่ขบคิดเสนอต่อพรรคเพื่อไทย เพื่อกระจายอำนาจลงสู่ชาวรากหญ้าอย่างแท้จริงด้วย รวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์แง่ดี-แง่เสียของนโยบายประชานิยม ติติงขอบเขต ปริมาณ และปัญหาที่สัมพันธ์กับนโยบายการเงินการคลังต่อพรรคเพื่อไทยด้วย ขณะเดียวกันเสื้อเหลือง ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของพลังอนุรักษนิยม ก็ควรผลักดันให้พลังอนุรักษ์ไทยยอมรับการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง

จากความเห็นของทั้งนายเสกสรร และนายธีรยุทธ จะเห็นว่า คนทั้งคู่ มองกันคนละด้าน

เรามองว่า นักวิชาการเอง ก็ใช่ว่าจะเห็นภาพรวมในสังคมเสมอไป  คน 14 ตุลา ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นใบเกียรติบัตร ที่พูดอย่างไร คิดอย่างไรก็ต้องถูกต้องเสมอไป ทั้งนายเสกสรรและนายธีรยุทธ ก็ไม่เคยเห็นตรงกันตั้งแต่ต้น คนหนึ่งอาจพูดถูก คิดถูก อีกคนอาจผิด หรือถูกทั้งคู่ หรือเชื่อถืออะไรไม่ได้ทั้งคู่

แต่สาระประโยชน์ ของการพูด คือการยอมรับฟังและเคารพความเห็นที่แตกต่าง โดยใช้ดุลยพินิจที่รอบคอบเป็นตัวกำหนด มากกว่าที่จะตัดสินเพียงแค่ใครเป็นพวกใคร

ประชาธิปไตยก็จะไปไม่ถึงไหน หากจ้องทำลายล้างฝ่ายที่คิดไม่เหมือน พูดไม่เหมือน ที่สำคัญและไม่ควรมองข้ามคือ “ความชั่ว ความฉ้อฉล” คือบ่อนทำลายประชาธิปไตยเช่นกัน.