Get Adobe Flash player

เมื่อรัฐไม่รักษากฎหมาย

Font Size:

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จะทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่อยู่ภายใต้กฎหมายไม่มีใครกล้าละเมิด เพราะเสี่ยงต่อการจับกุมและถูกลงโทษ

ในประเทศไทย มีกฎหมายที่ดีมากมาย ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อย ไปจนถึงเรื่องใหญ่ เช่นมีทางม้าลายให้คนข้าม แต่ก็ไม่มีรถคันใดหยุดตรงทางม้าลาย ทั้งที่กฎหมายกำหนดโทษไว้ แต่เมื่อตำรวจไม่จับกุม การละเมิดตามๆ กันไปจนเป็นความเคยชิน ทางม้าลายก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป ที่แย่ไปกว่านั้น รถที่หยุดให้คนข้าม อาจถูกชนท้าย หรือถูกด่าทอได้

ในการใช้เส้นทางการจราจร จะเห็นว่ามีรถประเภทจักรยานยนต์จำนวนมาก ที่ขับย้อนศร และมีจำนวนมากเช่นกันที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุถึงชีวิต และพลอยทำให้ผู้ปฎิบัติตามกฎหมายเสียชีวิตไปด้วย แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายด้วยการเลือกปฎิบัติ ละเว้นการจับกุมพวกเดียวกัน ใช้กฎหมายลงโทษฝั่งตรงข้าม เมื่อเป็นเช่นนี้นานเข้า ความเชื่อถือก็ไม่เกิดขึ้น

ในเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวกับชาติบ้านเมือง มีการใช้อาวุธสงครามข่มขู่ข้าราชการระดับปลัดกระทรวง เข่นฆ่า ผู้ที่มีความเห็นต่างกับรัฐบาล ผู้คนล้มตาย คนแล้วคนเล่า แต่ตำรวจกลับเลือกปฎิบัติ ไม่มีการจับกุมคนร้ายมาลงโทษ

นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลประกาศแยกประเทศ หรือจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ ประลองอำนาจกับองค์กรอิสระ รัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ ก็นิ่งเฉยเพราะเห็นว่าได้ประโยชน์

อย่างเช่นกรณีของ กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ อพปช. ที่นำโดยนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ เจ้าของฉายา แรมโบ้อีสาน ได้มีการสวนสนามของ อพปช.รุ่นที่ 2 กว่าหมื่นคน  จะฝึกฝนหลักสูตรอย่างนี้จังหวัดละอย่างน้อย 1,000 คนทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะชายฉกรรจ์ ซึ่งภารกิจแรกที่ชัดเจน เฝ้าสถานการณ์บ้านเมือง เช่นกรณีศาล รธน.พิจารณากรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสถานภาพ อพปช.ก็พร้อมเคลื่อนไหวใหญ่

อพปช.ทุกจังหวัดมีสมาชิกจังหวัดละ 1 พันคน ทำให้มีอาสาสมัคร 77,000 คน เท่ากับหนึ่งกองทัพ มีทั้งในภาคอีสาน ภาคเหนือ เฉพาะอีสานเกือบ 50,000 คน ภาคเหนือหลายหมื่นคน รวมเบ็ดเสร็จแล้วเป็นแสนคน นายสุภรณ์กล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลนี้ยังละเลย ปล่อยให้มีการหมิ่นเบื้องสูง คนในรัฐบาลเองมีพฤติกรรมละเมิดพระราชอำนาจ ตำรวจไม่ปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทหารระดับผู้นำกองทัพอ่อนแอ อยู่สบายจนชิน ใช้แต่ปากข่มขู่ หมดสภาพนักรบ ปล่อยน้องๆ ให้ไปเสี่ยงตายที่ชายแดน พวกตน ซื้อเวลา รอวันเกษียณอายุราชการเสวยสุขกับเงินสะสมก้นโต

เจ้าหน้าที่รัฐ เพิ่งมาตกใจ เมื่อประชาชนสุดทนกับการหมิ่นสถาบัน

ด้วยการลุกขึ้นมาปกป้องเอง โดยเฉพาะองค์กรที่เรียกตัวเองว่า "องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน" ซึ่งจัดตั้งโดย พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เพื่อดำเนินการกับบุคคลที่จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีเงินรางวัลนำจับ สำหรับผู้ชี้เบาะแสในการจับกุมตัวคนที่หมิ่นสถาบันมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม

ทั้งยังประกาศไปถึงผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อทราบว่า “องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน” มีความจำเป็นต้องจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธที่มีขีดความสามารถอย่างเพียงพอ ที่จะรับมือกับอาวุธสงครามจากกองกำลังติดอาวุธของขบวนการก่อการร้ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

คำประกาศลักษณะเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลร้อนรนอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเคลื่อนไหวคนละขั้วกับรัฐบาล ถึงกับประกาศที่จะจับกุมอย่างจริงจัง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นขององค์กรเก็บขยะแผ่นดิน กับอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ แม้เป้าหมายต่าง แต่วิธีการไม่ได้ต่างกัน

สิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจากการไม่บังคับใช้กฎหมาย และการเลือกปฎิบัติในการใช้กฎหมายของรัฐบาลนี้

ป่วยการที่จะออกมาขู่ว่า ระวังจะเกิดการนองเลือด เพราะต้นตอของการเสี่ยงที่จะเกิด มาจากพฤติกรรมของฝ่ายรัฐบาลเอง

และที่น่ากลัวไปกว่านั้น คือประชาชนเริ่มไม่กลัวการนองเลือด เพราะเชื่อว่า ความสูญเสียของตัวนักการเมืองโฉดชั่ว อาจจะจบปัญหาต่างๆ ของชาติได้