Get Adobe Flash player

ผลงานกับเวลา

Font Size:

นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีต ส.ว.สรรหา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "คำนูณ สิทธิสมาน" ระบุว่า  หาก คสช.จะครองอำนาจเต็มในฐานะรัฎฐาธิปัตย์ใช้อำนาจอธิปไตยทั้งด้านบริหารและนิติบัญญัติแบบ 'ขอเวลาอีกไม่นาน' ไปอีกไม่เกิน 3 เดือนค่อยมีธรรมนูญการปกครอง นายกรัฐมนตรี และสภาฯ แล้วใช้เวลานับจากนั้นในขั้นตอนที่ 2 ไปอีกประมาณ 1 ปี ก็ไม่ถือว่านานหากเทียบกับในอดีต

นายคำนูณ ยังยกตัวอย่างว่า คณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อ 20 ตุลาคม 2501 ใช้เวลา 3 เดือน 8 วัน (จาก 20 ตุลาคม 2501 ถึง 28 มกราคม 2502) จึงมีธรรมนูญการปกครองฯ และมีสภาฯ มีนายกรัฐมนตรีในอีกไม่กี่วันถัดมา

รัฐบาลที่เกิดขึ้นตามมาอยู่ต่อเนื่องถึง 9 ปี จึงมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรและการเลือกตั้ง แต่คณะปฏิวัติของจอมพลถนอม กิตติขจร ที่รัฐประหารตัวเองเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2514 ใช้เวลาขั้นแรกนานกว่านั้นมาก คือกว่าจะประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองฯก็เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปีเต็มกับอีกเกือบๆ 1 เดือน (จาก 17 พฤศจิกายน 2514 ถึง 15 ธันวาคม 2515) ทีเดียว

ยุคนั้นสร้างสถิติประเทศออกประกาศคณะปฏิวัติรวมแล้วถึง 364 ฉบับ  โดย 1 ใน 364 ฉบับนี้คือ ฉบับที่ 299 ที่เผลอเข้าไปก้าวก่ายอำนาจตุลาการด้วยจนเป็นเรื่องใหญ่เมื่อปลายปี 2515

รัฐบาลที่เกิดขึ้นอยู่ได้อีกเพียง 10 เดือนเท่านั้น สั้นกว่าช่วงที่ใช้ขั้นแรกเสียอีก ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ใช้เวลานานเท่าไร เพราะตัวเวลาเองไม่สำคัญเท่ากับว่าใช้เวลานั้นไปทำในสิ่งที่ควรทำหรือไม่ ถ้าทำในสิ่งที่ควรทำที่ไม่สามารถและไม่อาจทำได้ในระบอบเดิม เวลาที่ประกาศออกมาประชาชนอาจเห็นว่าน้อยเกินไปด้วยซ้ำประชาชนที่ต้องการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง ไม่ได้สนใจเรื่องเวลาเท่ากับเนื้อหาที่ต้องตรงเป้าเข้าประเด็น โดยนายคำนูณ ได้ให้เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

เราเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดนี้ กล่าวโดยสรุปก็คือ ในช่วงเวลาจากนี้ไป เมื่อเราได้เลือกให้ทหารเข้ามาทำงาน ก็ไม่ต่างอะไรกับการหย่อนบัตรเลือกตั้งที่ให้ผู้แทนราษฏรเข้ามาทำงานหนึ่งเทอม

และเมื่อเราเลือก “กองทัพ” เข้ามาทำหน้าที่ นั่นก็หมายความว่า เรื่องเวลาก็ไม่ควรมีข้อกำหนดเช่นกัน

เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือการทำความสะอาดประเทศให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

เช่น ทำให้บ้านเมืองสงบ ปราศจากการจัดตั้งกองกำลัง สะสมอาวุธสงคราม เพื่อปกป้องอำนาจบุคคล หรือพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง และจัดการกับประชาชนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับพรรคการเมืองนั้นๆ

หรือ ทำให้บ้านเมืองปราศจากการทุจริตคอรัปชั่น อย่าเปิดทางให้คนชั่ว และนำคนชั่วมาลงโทษ การทำโครงการใหญ่ต่างๆ ที่เรียกว่า เมกะโปรเจ็กต์ ต้องให้สมจริงและคุ้มประโยชน์ ไม่ใช่แบบขี่ช้างจับตั๊กแตน อย่างเช่นรถไฟความเร็วสูง สายสั้นๆ ที่ผู้ใช้คือคนกลุ่มเล็กๆ ในขณะที่คนในชาติ ต้องแบกภาระหนี้ถึงอนาคต

หรือ ทำให้บ้านเมืองปลอดยาเสพย์ติด

รัฐ จะต้องแสดงให้เห็นว่าได้ใช้เงินในการบริหารประเทศ อย่างได้ประโยชน์สูงสุด ตัวอย่างหากกล่าวถึงการสร้างรถไฟรางคู่ เสียงของการยอมรับมีมาก เพราะต่างเห็นความจำเป็นที่ต้องมี ไม่ว่าวันนี้หรือวันข้างหน้า

หรือ โครงการป้องกันน้ำท่วม ที่แม้จะต้องใช้เงินมากซึ่งถ้าจำเป็นก็ต้องใช้ เป็นหนี้ก็ต้องยอม แต่ควรกำกับดูแลการใช้อย่างประหยัด โปร่งใส และตรวจสอบได้

สังคมอยากเห็นการสร้างกติกาการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม กติกาทางการเมืองที่ป้องกันการกินรวบประเทศ ที่เรียกว่าการปฎิรูปก่อนการเลือกตั้ง ฯลฯ

ความหวังเหล่านี้ คือสิ่งที่ประชาชนรอคอย ถ้าทำได้จริง จะใช้เวลาเท่าใด ไม่ใช่สิ่งสำคัญ