Get Adobe Flash player

ปรองดองจริงหรือ

Font Size:

จากข่าวที่ระบุว่า    เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม เป็นวันครบรอบ 2 เดือนการยึดอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ “คสช.” มีการจัดงาน "มหกรรมปรองดองสมานฉันท์ คืนความสุขให้คนในชาติ" ที่ท้องสนามหลวง และงานจะมีต่อไปจนถึงวันที่ 27 เดือนนี้

ในงาน ผอ.ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป “ศปป.” ได้เชิญทุกองค์กร รวมทั้งอดีตแกนนำฝ่ายต่างๆ ขึ้นเวทีใหญ่ที่ท้องสนามหลวง ให้ประชาชนที่อยู่ในงาน และให้โทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอด สู่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ

เปิดช่องไหนก็จะต้องเจอ

ผอ.ศปป.กล่าวเปิดงาน แจ้งวัตถุประสงค์ว่า ให้คนไทยเกิดความปรองดองอย่างแท้จริง มีการสวดมนต์ขอพร ให้เกิดความสงบสุข สร้างมิติความรัก สามัคคี และสมานฉันท์ ไม่แบ่งฝ่าย เพราะประเทศของเราบอบช้ำและเสียโอกาสมาเป็นเวลาเนิ่นนาน จึงขอใช้ช่วงเวลานี้ในการสร้างความสมานฉันท์ปรองดองในสังคมไทย เพื่อเป็นเครื่องยืนยันในการรักชาติ

มีกระดาษรูปหัวใจขนาดเล็กลายธงชาติมีข้อความ "ก้าวเดินไปด้วยกัน ปรองดองสมานฉันท์ เพื่อชาติไทย" ใส่กล่องร่วมกันแสดงให้เห็นว่ามีหัวใจเป็นหนึ่งเดียว ก่อนจะปล่อยลูกโป่งหลากสี เพื่อแสดงสัญลักษณ์ในการสลายสีเสื้อทุกสีด้วย

แน่นอน หลายคนคงดีใจ ถ้าการปรองดองทำได้โดยวิธีนี้ แต่หลายคนก็อดห่วงไม่ได้ แม้บนเวทีจะมี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ฯลฯ รวมอยู่

เพราะเห็นหน้าทุกคนบนเวทีแล้ว รู้สึกเหมือนกับว่า เป็นบรรยากาศของค่ายลูกเสือ แต่ละคนมีสีหน้าไปคนละอย่าง

นึกไปถึงการเพาะบ่มความคิด ที่เริ่มต้นต่างกัน มีมุมมองต่างกัน และมีความเห็นต่อสิ่งเดียวกัน ต่างกัน

เรายังหวังว่า คณะ คสช.คงคิดอะไรไว้แล้ว และคงมีข้อสรุปอยู่ในใจแล้ว บ้านเมืองคงจะดีในไม่ช้า ตามที่เขาได้สัญญาไว้ จึงไม่น่าห่วงอะไรอีก

แต่สำหรับเรา มองความเห็นต่าง เป็นเรื่องปกติ การถกเถียง เป็นเรื่องของการใช้เหตุผล เพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า

แต่สิ่งที่ห่วงคือความอยุติธรรม ที่ต่างฝ่ายต่างก็ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ฝ่ายตน

เราจึงเชื่อว่า ความสมานฉันท์ ต้องอยู่บนความแตกต่าง โดยมีกติกาที่เป็นธรรม มีกฎหมายที่เข้มแข็ง และมีการบังคับใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม หากพบว่า มีผู้กระทำความผิด ต้องนำคนผิดมาลงโทษ

ไม่มีใคร สามารถที่จะมีอิทธิพลเหนือใคร

เราเห็นว่าความสมานฉันท์ เกิดได้ต้องเริ่มจากการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากประเทศทุกภาคส่วน ต้องรณรงค์ด้วยการสร้างค่านิยมไม่คอร์รัปชั่น ให้เกิดขึ้นในสังคม ต้องไม่ยกย่องคนไม่ดี

และต้องใช้เหตุผลให้มากกว่า การด่วนสรุป ทั้งๆ ที่ยังเข้าใจไม่ครบถ้วน ต้องรู้จักจับผิดตัวเอง มากไปกว่าการจับผิดผู้อื่น

จะต้องไม่มีการล้างไพ่ด้วยการทำสิ่งที่เรียกว่า “ฮั้ว” ปรับทุกอย่างให้เป็นศูนย์ แล้วเริ่มต้นใหม่

ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ทุกอย่างก็จะกลับมารูปเดิม