Get Adobe Flash player

ความเปลี่ยนแปลงของทีวี

Font Size:

โทรทัศน์ในประเทศไทย ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายยุค ย้อนไปไม่ไกลนัก หลายคนคงรู้จัก สถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม ซึ่งเป็นโทรทัศน์ “ขาวดำ”  ต่อมา เป็นโทรทัศน์สี มีการเปลี่ยนแปลง จำนวนเสันเพิ่มขึ้น

ประชาชนก็เคยเปลี่ยน “เครื่องโทรทัศน์” มาแล้วครั้งหนึ่ง

จนกระทั่งจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในปัจจุบัน จากทีวีระบบเดิม “อนาล็อก” เป็นระบบที่เรียกว่า “ดิจิตอล”

โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ (กสทช.) กำลังบังคับให้มีการส่งสัญญาณรูปแบบดิจิตอลอย่างเป็นทางการในปี 2558 นัยว่าเพื่อให้สอดคล้องกับประชาคมอาเซียน

ซึ่งถ้ามีการเปลี่ยนแปลง คนไทยก็ต้องซื้อโทรทัศน์แบบดิจิตอล เพื่อรับสัญญาณใหม่ หรือถ้าจะใช้เครื่องเดิม ก็ต้องซื้อกล่องรับสัญญาณ เพื่อแปลงสัญญาณ มาเป็นตัวเชื่อม ให้สามารถรับดิจิตอลได้

การกำหนดระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิตอลนี้ กสทช. ได้กำหนดให้มีการส่งสัญญาณ ระบบอนาล็อก ควบคู่กับ ระบบดิจิตอล ซึ่งทำให้ประชาชนที่มีเครื่องรับโทรทัศน์ระบบอนาล็อกเดิม ยังสามารถรับชมช่องรายการระบบอนาล็อกได้ไปอีกหลายปี

ยังมีเวลาพูดคุยหาข้อยุติ

และยังมีเวลาทำความเข้าใจกับประชาชนผู้บริโภค

แต่ดูเหมือนว่าต่างฝ่ายต่างดีต่างมีฤทธิ์ ระหว่าง กสท.กับสถานีโทรทัศน์บางช่อง ได้มีปัญหากันแล้วถึงขนาดเข้าสู่กระบวนการของศาล

ฝ่ายสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งประกาศว่า ทุกคนหลงทาง ติดกระดุมเม็ดแรกผิดตั้งแต่ต้น "มีคำถามว่า ทำไมไม่ยกเลิกระบบอนาล็อก ตอบเลยว่าก็เป็นสิทธิ์ของผม และยืนยันว่าช่อง... ไม่เคยคิดไปออกคู่ขนานตั้งแต่ต้น"

ในขณะที่ กรรมการ กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภค และกรรมการ กสท.บางคน เลือกที่จะออกไปทะเลาะผ่านมวลชน ด้วยการส่ง “ทวิตเตอร์” ข้างนอก ว่า “ไม่ว่าคุณจะเป็นสื่อในระบบอนาล็อกหรือดิจิตอล สิ่งที่ควรเช่นเดียวกันคือ ศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ จรรยาบรรณสื่อสารมวลชน ความรับผิดชอบต่อคนดู..... ทนการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลไม่ได้ ถึงขั้นไปฟ้องหมิ่น และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่กลับใช้สื่อใหญ่ในมือบิดข้อเท็จจริง  ฝากไปยังนักข่าว คนอ่านข่าว คนเล่าข่าว บ.ก.ข่าวหรือนักแสดงในช่อง..... ทั้งหมด พิจารณาตนเองในเรื่องจรรยาบรรณ ถ้าเสนอผิดข้อเท็จจริงคุณควรแก้ไข จุดยืนผู้บริหาร ในฐานะนักธุรกิจเป็นอย่างไรนั้นเรื่องหนึ่ง แต่จรรยาบรรณนักวิชาชีพสื่อ พื้นฐานก็ต้องมี

เรียกว่า เล่นกันแรงถึงจรรยาบรรณ โดยไม่สนใจหัวหงอกหัวดำ

ฝ่ายสื่อโทรทัศน์ก็ยึดผลประโยชน์ทางธุรกิจ ฝ่าย กสท. ก็แยกตัวเองไม่ออกว่า บทบาทตัวเองเป็นแกนนำ “เอ็นจีโอ” หรือเป็นใครกันแน่

เพราะถ้าหาก มองกันเป็นศัตรูตั้งแต่ต้น หักหาญ ห้ำหั่นกัน ต่างฝ่ายต่างคิดว่าฝ่ายตนมีมวลชนหนุนหลัง มันก็ไปไม่รอด

เอะอะก็จะให้จอดำ ความซวยก็จะตกที่ประชาชน

ความจริง ประชาชนผู้บริโภคสื่อโทรทัศน์จำนวนมากซึ่งเป็นเจ้าของตลาดตัวจริง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แม้ภาครัฐเองก็ไม่มีแผนอะไรรองรับ ปล่อยให้ร้านขายทีวี ขายโทรทัศน์ทั้งสองระบบ ติดป้ายไม่ชัดเจน ทำป้ายให้สับสน เช่นว่า ทีวีเครื่องนี้ “สามารถรับสัญญาณดิจิตอลได้” หมายถึงรับได้เลย หรือ “รับได้ด้วยกล่องรับสัญญาณ” ก็ไม่รู้

ควรไปคุ้มครองตรงนั้นก่อน ไม่ใช่จะเป็นแต่ฮีโร

น่าเบื่อ ที่เรื่องง่ายๆ แค่นี้ก็ทะเลาะ หาเหตุผลพูดกัน หรือถ้าตกลงไม่ได้ก็ให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด

ไม่ใช่ทุกเรื่อง ก็ต้องด่ากันออกสื่อ อยู่กันดีๆ บ้างไม่ได้หรืออย่างไร