Get Adobe Flash player

กฎหมาย ที่ต้องแก้ไข

Font Size:

เป็นข่าวเล็กๆ ที่สะเทือนใจผู้คน กรณี นายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา อายุ 29 ปี พนักงานเก็บขยะ สำนักงานเขตสะพานสูง  จำเลยได้นำแผ่นซีดีภาพยนตร์ 83 แผ่น และเพลง 13 แผ่น ไปจำหน่าย ด้วยการวางขายกับพื้น ในราคาแผ่นละ 20 บาท ที่ตลาดนัดสี่แยกกรุงเทพกรีฑา แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. ถูกตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.หัวหมาก เข้าจับกุม ชั้นสอบสวนให้การรับสารภาพ คดีนี้

อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง เป็นจำเลยฐานความผิด พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวัสดุวีดิทัศน์ พ.ศ.2551

คดีนี้ทนายที่รับว่าความฟรี สู้ให้จนถึงศาลฎีกา พิพากษายืน สั่งปรับ 133,400 บาท แต่ นายสุรัตน์ ไม่มีเงินชำระค่าปรับ ศาลออกหมายกักขังแทนค่าปรับตามกฎหมาย เป็นเวลา 1 ปี

แม้เราเคารพศาล เพราะศาล ตัดสินไปตามกฎหมาย แต่เรากลับคิดว่า กฎหมายต่างหากที่ไม่ให้ความเป็นธรรมต่อมนุษย์ และเห็นว่ากฎหมายควรได้รับการแก้ไข ไม่ใช่มุ่งรับใช้นายทุนแบบไม่ลืมหูลืมตา นายสุรัตน์ ไม่ควรต้องติดคุกจากการขายซีดี ที่นำมาจากกองขยะ ตำรวจก็ไม่น่าจับ กับเรื่องแค่นี้ ทำให้ดูเหมือน สังคมไทยใจร้ายมาก

ในขณะที่พวกเรากำลังห่วงใยว่าจะหาเงินที่ไหนมาเสียค่าปรับ เพื่อไถ่ตัวเขาออกมาจากเรือนจำ ก็มีข่าวที่น่ายินดีว่ามีคนไทยอีกจำนวนมาก ที่อยากจะช่วย

แล้วในที่สุด เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 14 พ.ย. มีผู้ใจดีที่ไม่ประสงค์ออกนาม จ่ายเงินค่าปรับ จำนวน 133,400 บาทให้แก่ นายสุรัตน์ โดยให้ทนายความเป็นตัวแทนนำเงินจำนวนดังกล่าวมารออยู่ที่ศาลอาญา ตั้งแต่เวลา 01.00 น. วันที่ 14 พ.ย.

ในที่สุด นายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา ก็คืนสู่อิสระภาพ

ขอขอบคุณท่านผู้ใจบุญเป็นที่สุด

และจากข่าวนี้เอง ก็นำไปสู่สิ่งดีๆ เมื่อสภาทนายความ โดยนายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ เปิดแถลงข่าว โดยระบุว่า เบื้องหลังการตรากฎหมายฉบับดังกล่าว เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีแรงกดดันมาจากต่างประเทศ

ที่กล่าวหาว่า ประเทศไทยไม่ส่งเสริม และออกมาตรการป้องกันลิขสิทธิ์ในรูปแบบของภาพยนตร์วีซีดี ดีวีดี ที่มีการละเมิดสิทธิ์ในทรัพย์ทางปัญญา พร้อมขู่ว่าหากยังปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง จะถูกบอยคอตทางเศรษฐกิจ ดังนั้นเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม จึงได้มีการตรากฎหมายฉบับนี้ ขึ้นโดยกำหนดให้มีโทษปรับสูงสุดถึง 1 ล้านบาท

เพื่อเป็นการเอาใจชาติตะวันตก โดยตั้งใจจะปราบปรามการละเมิดสินค้าลิขสิทธิ์ และทรัพย์สินทางปัญญารายใหญ่ แต่ลืมนึกถึงผู้กระทำความผิดที่ทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และเหตุผลทางเศรษฐกิจบีบบังคับ

สภาทนายความเห็นว่ากฎหมายหลายฉบับ ที่นำมาใช้แต่ละยุคแต่ละสมัยอาจจะไม่ได้สร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชน การกำหนดโทษที่สูงกว่าความจำเป็น ที่ไม่เอื้ออำนวยให้ศาลใช้ดุลพินิจที่จะพิจารณารอการลงโทษสำหรับผู้ที่ยากไร้ถือว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมายฉบับนี้จึงสมควรมีการแก้ไข

เราเห็นด้วยอย่างยิ่ง ในการแก้กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเราเชื่อว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งไปที่การละเมิดลิขสิทธิ์ คงไม่ได้ตราขึ้นมาเพื่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ระหว่างความรวยกับความจน เพราะการเอาคนยากไร้เข้าคุก เพื่อสนองหรือปกป้องเศรษฐี กฎหมายก็จะถูกรังเกียจจากประชาชน

ขอให้คดีนี้ นำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับสังคม