Get Adobe Flash player

ตัวการทำลายป่า

Font Size:

มีข่าวอยู่เสมอว่า หน่วยงานของรัฐก็ดี หลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมาก็ดี มักจะพูดเสมอว่า แต่เดิมประเทศไทยเรามีป่ามากมาย จนปัจจุบันป่ามีเหลือน้อย เพราะประชาชนทำลายป่า แต่หากศึกษาให้ถ่องแท้จะพบว่า ตัวการทำลายป่ามากที่สุดคือ การให้สัมปทานให้บริษัทเอกชน เข้าไปตัดไม้ เพื่อผลทางการค้า โดยไม่มีการควบคุมและปลูกป่าทดแทนให้สมดุล อย่างเป็นรูปธรรม

ครั้นเมื่อป่าใกล้หมดประเทศ ก็มาไล่เบี้ยเอากับประชาชน

ล่าสุดมีข่าวว่า กรมชลประทานมีการเตรียมที่จะสร้างเขื่อนแม่วงก์ โดยระบุว่าจะยอมเสียป่าไป 1.2 หมื่นไร่ โดยอ้างว่าปลูกชดเชยคืน 3 หมื่นไร่

การสร้างเขื่อนในประเทศไทย คุ้มค่าจริงหรือ เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้า การป้องกันภัยแล้ง การป้องกันน้ำท่วม ฯลฯ

ที่ผ่านมา เมื่อฝนตกเหนือเขื่อนมากๆ เขื่อนก็ต้องรีบปล่อยน้ำ ไปท่วมเรือกสวนไร่นาประชาชน พอน้ำน้อย ก็อ้างว่าเพราะฝนตกใต้เขื่อน พอน้าท่วมใต้เขื่อน ก็อ้างว่าเป็นน้ำฝน น้ำทุ่ง หรือน้ำทะเลหนุน ลงท้ายก็เป็นเช่นนี้ตลอด

อย่างที่เป็นข่าวล่าสุด นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน ก็พูดถึงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ว่าจะช่วยระบบน้ำ ฯลฯ ต่างๆ โดยได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการสร้างเขื่อนแม่วงก์ว่า มีการพูดถึงตัวเลขในการใช้สร้างอ่างเก็บน้ำทั้งหมดทั่วประเทศจะใช้พื้นที่ป่า 5 แสนไร่ แต่ที่ผ่านมาพื้นที่ป่าเสียหายไปแล้วประมาณ 150 ล้านไร่ ซึ่งการเสียพื้นที่ป่าเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำจะสร้างประโยชน์มากมาย

โดยอ้างว่าพื้นที่ป่าที่เสียไปด้วยวิธีอื่นไม่มีประโยชน์อะไรเลย ทั้งยังกล่าวว่า บางครั้งเราก็ต้องยอมเสียบ้าง เพื่อแก้ไขผลกระทบ ขณะเดียวกันมีกระบวนการตัดไม้ทำลายป่าไม่ได้ให้อะไรคืนเรามาเลย แต่การสร้างอ่างถึงเสียไปก็ยังมีการปลูกป่าชดเชย ทำโน้น ทำนี้เยอะแยะเลย

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวอีกว่า อย่างเขื่อนแม่วงก์ ตนทำงานกรมชลประทานถ้าบอกว่าไม่อยากให้สร้างก็ทำร้ายจิตใจคนเป็นแสนคน วันนี้จะสร้างหรือไม่สร้างไม่ใช่ประเด็น แต่อยากรู้ว่าการสร้างอ่างมีผลกระทบอะไรและเราไม่แก้ปัญหาคุ้มค่าไหมกับที่เราเสีย และมีคณะกรรมการที่ดูอยู่

ถ้าเทียบกันระหว่างสิ่งที่ได้กับสิ่งที่เสียต้องเกินหนึ่งอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะสร้างทำไม แต่ป่าก็ต้องได้รับผลกระทบบ้าง

อย่างเขื่อนแม่วงก์เราเสียป่า 12,000 ไร่ จะมีการปลูกเพิ่มให้อีก 3 หมื่นไร่ และถ้าสร้างเขื่อน ไม่ได้เสีย 12,000 ไร่ แต่เพื่อปกป้องป่าอีกเป็นแสนไร่ ซึ่งตนก็พยายามพูดตรงนี้มาตลอด

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ส่วนการสร้างอ่างเก็บน้ำเป็นส่วนรายละเอียดรายโครงการที่จะต้องดำเนินการ ตามขั้นตอนกระบวนการที่จะต้องขออนุญาตสำนักงานสิ่งแวดล้อม ถ้าไม่คุ้มค่าก็เลิกไป ไม่ใช่คิดอยากจะสร้างก็สร้าง แต่สร้างเพราะว่าต้องเข้าไปแก้ไข ซึ่งจะต้องดูว่าคุ้มค่าหรือไม่

เราเชื่อว่า กรมชลประทานมีเจตนาดี และหวังผลว่าเขื่อนจะมีประโยชน์ แต่ผืนป่าที่เสียไป 12,000 ไร ก็ส่งผลในทางลบเช่นกัน ที่อ้างว่าจะปลูกป่าทดแทน 3 หมื่นไร่ จะปลูกเมื่อไร ถามว่าได้ผลจริงหรือ อีกกี่ปีจะเป็นป่า ที่ผ่านมาปลูกป่าไปเท่าใด ได้ผลแค่ไหน อย่าลืมว่าป่าจริงกับป่าปลูก ไม่เหมือนกัน  จะอ้างว่าเสียป่าไปด้วยวิธีอื่นไม่มีประโยชน์อะไรเลย เป็นคนละเรื่อง

อย่าให้ต้องถามว่า ป่ากับเขื่อน อะไรมีประโยชน์มากกว่ากัน.