Get Adobe Flash player

ปชช.อยู่ภายใต้กฎหมาย

Font Size:

 

สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีความแตกต่างทั้งทางเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรมมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ในมณฑลลอสแอนเจลิส กล่าวได้ว่าเป็นถิ่นพำนักของคนทุกเชื้อชาติ โดยเฉพาะคนเอเซีย จากทุกประเทศ ต่างมีชุมชนเป็นของตัวเอง ไม่เว้นแม้แต่ชนเผ่า ที่เคยอยู่ ตามเขา ตามดอยหรือชายขอบชายแดน ก็มาสร้างบ้านแปลงเมืองใหม่ บนแผ่นดินนี้

ลอสแอนเจลิส จึงมีความแปลกแยกทางภาษา วัฒนธรรม อย่างมาก

รัฐบาล ไม่เคยเรียกร้องให้มีความปรองดอง ทุกกลุ่มดำเนินชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่ ด้วยเสรีภาพในการดำรงชีวิต โดยมี “กฎหมาย” เป็นกติกาของการอยู่ร่วมกัน โดยไม่ก้าวก่าย ไม่ล้ำเส้นกันและกัน

สำหรับประเทศไทย เราเริ่มมีความเห็นว่า “สังคม” กำลังเปลี่ยนจาก สังคมเครือญาติ สังคมอุปถัมภ์ ไปสู่สังคมแปลกแยก ตัวใครตัวมัน ที่ในอนาคต บังคับกันด้วยกฎหมาย ที่ทำผิดได้ แต่หนีการถูกลงโทษไม่ได้

แม้ว่าปัจจุบัน ผู้คนหลายๆ กลุ่มจะยังไม่ยอมรับ ไม่คุ้นชินกับกติกา แต่ท้ายที่สุด ทุกกลุ่มก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง นั่นคือต้องอยู่ภายใต้กระบวนการตรวจสอบของกฎหมาย ไม่เว้นแม้ในวงการศาสนา ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน

อย่างเช่นกรณีของวัด ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไร ก็ต้องรายงานกิจการขององค์กร ว่าตั้งอยู่เพื่ออะไร มีกิจกรรมอะไร มีรายรับรายจ่ายอย่างไร มีประโยชน์อะไรให้สังคม ประเทศชาติจริงหรือไม่ ซึ่งถ้า “ไม่” องค์กรนั้นก็ต้องรับผิดชอบ

“สงฆ์” เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรหรือไม่ ต้องรายงานรายได้หรือไม่ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเงินบริจาคที่ได้มา นำไปใช้ทำอะไร ถ้าผิดกติกา บวชเพื่อสะสมให้ลูกเมีย ก็จะมีบทลงโทษ เชื่อว่าในที่สุด กฎหมายการตรวจสอบนี้ ก็จะเข้าไปถึง

ประเภทที่ สึกออกมารวย ก็จะลำบากขึ้น

ในทางการเมือง ที่มีมากกว่าสองขั้ว จะตรวจสอบกันโดยธรรมชาติ ภายใต้กรอบกฎหมาย ฝ่ายอำนาจ อาจสามารถใช้อำนาจปิดปากผู้ตรวจสอบ ปิดตา ประชาชน แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้วไป สิ่งที่ทำไว้หากทำไม่ดี ก็จะถูกนำสู่กระบวนการยุติธรรม

อย่างเช่น เราเคยสงสัยว่ากฎหมายกำหนดไว้อย่างไร รัฐบาลที่ผ่านมา ทำไมจึงจ่ายเงิน “เยียวยา” คนละหลายล้านบาท ให้กับญาติผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมในยุค ละเลงเลือดเผาเมือง

ทั้งๆ ที่ทหาร ตำรวจ ที่ไปพลีชีพเพื่อปกป้องแผ่นดิน กลับได้รับการเยียวยา น้อยมาก เมื่อเทียบกับกลุ่มคนเสื้อแดงเหล่านั้น

วันนี้มีคำตอบแล้ว นั่นคือ เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว “กฎหมาย” ก็ได้เข้าไปตรวจสอบ

โดยคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กำลังไต่สวนข้อเท็จจริง คดีกล่าวหาคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองรอบแรกจำนวน 524 ราย วงเงินรวม 577 ล้านบาท

ถ้าพบว่าผิด ก็จะมีบทลงโทษ เป็นไปตามตัวบทที่กำหนดไว้ โดยไม่อาจหลีกเลี่ยง

เช่นเดียวกับกรณีที่เป็นการกระทำของนักการเมือง ที่พากลุ่มผู้ชุมนุมบุกล้มการประชุมอาเซียน ที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา เมื่อปี 2552  

วันนั้นอาจรอด แต่ความผิดยังอยู่ ท้ายที่สุดศาลจังหวัดพัทยา ตัดสินจำคุก 15 แกนนำ นปช.

บ้านเมือง กำลังเดินไปสู่การบังคับใช้กฎหมาย เพื่อการอยู่ร่วมกันของคนต่างกลุ่มต่างความคิด อย่างสันติ.