Get Adobe Flash player

นักการเมืองแบบเดิมๆ

Font Size:

 

ในขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งห่วงว่า ประเทศภายใต้การปกครองที่ประชาชนไม่ได้เลือกตั้ง จะทำให้บ้านเมืองถอยหลังเข้าคลอง แต่ก็อดไม่ได้ ที่จะห่วงว่าในขณะที่ประชาชนมีความพร้อมที่จะเลือกนักการเมือง แต่นักการเมืองที่จะอาสาเข้ามา มีความพร้อมแล้วหรือยัง

เหตุการณ์คนร้ายขว้างระเบิดใส่ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ เมื่อค่ำวันที่ 7 มีนาคม 2558 มีการจับกุมคนร้ายได้ทันที และสามารถขยายผลไปออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง ย่อมแสดงให้เห็นว่า “หน่วยข่าวกรอง” มีความแม่นยำฟังจากผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ เห็นได้ชัดว่า ฝ่ายความมั่นคง รู้ถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้

ที่ชัดเจนไปกว่านั้นก็คือ ปัญหาที่เกิดขึ้น มาจากกลุ่มเดิมๆ ที่เคยสะสมอาวุธสงคราม ฝึกอาวุธ ตลอดจนการจารกรรมป่วนเมือง เข่นฆ่าผู้ที่มีความคิดตรงข้าม เพื่อแย่งชิงอำนาจให้กลับมาสู่ฝ่ายตน

ที่สุดแล้ว ผู้ที่ทำให้เกิดความไม่สงบสุข ก็คือนักการเมือง

ย้อนมาดูอีกเหตุการณ์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติสั่งให้มีการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงรายใหม่ โดยให้ใบเหลืองนางบุศริณธญ์ วรพัฒนานันท์ พี่สาวของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช โดย กกต. เห็นว่ามีความผิดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่กระทำการ เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัคร จึงสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่และดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ กกต. ยังมีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ให้ใบแดง นายมาโนช เสนพงศ์ ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ. นครศรีธรรมราช และสั่งดำเนินคดีอาญา นายมาโนช และ นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

โดยพบว่า จัดเลี้ยงอาหารให้แก่ผู้นำท้องถิ่นจำนวน 100 คน เพื่อจูงใจให้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่นายมาโนช รวมทั้งระบุความผิดฐานหลอกลวง บังคับขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้าย หรือจงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องใดที่ของผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง หลอกลวงหรือจูงใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ให้ลงคะแนน

เราจึงเห็นว่า เรื่องเลือกตั้งเพียงแค่นี้ นักการเมือง ที่เป็นบุคคลสำคัญของทั้งสองขั้ว ยังทำให้ประชาชนเห็นว่าซื่อสัตย์ไม่ได้

ในยุคที่สังคมต้องการคนจริงใจ เราเห็นว่า หมดยุคแล้ว ที่นักการเมืองออกมาจีบปากจีบคอสรรหาคำพูดหวานหูจอมปลอม เพื่อแลกกับคะแนนนิยม แล้วโยนความเสียหายให้กับคนอื่น

อย่างกรณีกระทรวงการคลังในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนอให้มีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ ยังไม่ทันที่จะมีข้อสรุป ว่ารูปแบบที่ออกมาเป็นอย่างไร มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน แต่นักการเมืองทั้งสองขั้ว ก็ใช้โอกาสนี้รุมถล่มทันที

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่เห็นด้วย เพราะจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก และอาจจะทำให้ประชาชนที่ไม่สามารถจ่ายภาษีดังกล่าวได้ ต้องขายบ้าน-ที่ดิน เพื่อมาจ่ายภาษี

 นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าการออกกฎหมายนี้เปรียบเสมือนคนไทยต้องเช่าแผ่นดินอยู่ บรรพบุรุษของเราเสียเลือดเนื้อเพื่อให้ลูกหลานไทยได้อยู่กันอย่างสบาย การปรับโครงสร้างภาษีแบบนี้

เช่นเดียวกับที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวว่า  การที่คลังกำหนดว่าจะคิดภาษีจากมูลค่าทรัพย์สินและที่ดิน จึงเป็นการคิดแบบทุนนิยม ไม่ตรงเป้าหมายเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ

เราจึงเห็นว่า ต่อให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ สวยหรูแค่ไหน ประชาชนตื่นตัวแค่ไหน หากนักการเมืองยังมีวิสัยทัศน์แบบเดิมๆ ประชาธิปไตยไทยๆ ก็ไปไม่รอด.