Get Adobe Flash player

ก้าวสู่ความเป็นผู้นำ

Font Size:

ผู้ที่ติดตามข่าวคราว การแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ที่สิงคโปร์ เป็นเจ้าภาพ และก่อนจบการแข่งขัน เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2558 ก็ทราบผลอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าเหรียญทองแน่นอนแล้วด้วยจำนวน 95 เหรียญทอง นำหน้าประเทศเจ้าภาพซึ่งมาเป็นอันดับสองด้วยจำนวน 83 เหรียญทอง

ที่สามเวียดนาม 73 เหรียญทอง ที่สี่มาเลย์เซีย 62 เหรียญทอง และที่ห้าอินโดนีเซีย 48 เหรียญทอง ฯลฯ

วอลเลย์บอลสาวไทย ลงสนามพบ เวียดนาม ทีมไทยซึ่งถูกจัดอยู่ในอันดับ 12 ของโลก เอาชนะเวียดนามไปได้อย่างสบาย 3 เซ็ทรวด คว้าเหรียญทองสมัยที่ 12 และ 10 สมัยติดต่อกันได้สำเร็จ

ส่วนกีฬาฟุตบอล ที่เป็นเหมือนหัวใจของการแข่งขัน ในรอบชิงชนะเลิศ ทีมชาติไทยพบกับ เมียนมาร์  ผลไทยเป็นฝ่ายชนะได้อย่างงดงาม 3-0 เป็นเจ้าของเหรียญทองซีเกมส์สมัยที่ 15

ในช่วงเวลาเดียวกัน ทีมพุตบอลหญิงไทย ซึ่งได้ผ่านรอบคัดเลือกในโซนเอเซีย ไปเล่นฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก แข่งไปแล้วสอง แพ้หนึ่ง ชนะหนึ่ง คราวนี้พบกับเยอรมัน ทีมอันดับ 1 ของโลก

แค่ได้เจอกันในสนามแข่ง ก็ถือว่าน่ายินดี ภาพหญิงไทยตัวเล็กๆ วิ่งทั่วสนาม สู้กับหญิงเยอรมันร่างใหญ่ ปะทะกันไทยก็กระเด็นออกมา แม้ไทยจะแพ้ เยอรมัน 4-0 นับว่าทำได้ไม่เลว ซึ่งวันข้างหน้า หากวิทยาศาสตร์การกีฬาเราก้าวหน้า โภชนาการเราเจริญ เราอาจมีลูกหลานไทยตัวโตๆ สู้กับเยอรมันได้อย่างสบายก็ได้ เหมือนญี่ปุ่น อดีตเสือเตี้ยแห่งแดนอาทิตย์อุทัย เคยทำได้ทำมาแล้ว

การที่ไทยเป็นเจ้าแห่งกีฬาซีเกมส์ เป็นการสะท้อนศักยภาพของความเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนได้เป็นอย่างดี เพราะกีฬา เป็นเครื่องบ่งชี้ความสามารถในด้านบริหารจัดการ ซึ่งจะส่งผลดีในด้านอื่นๆ ด้วย

ตลอดเวลา คนไทยด้วยกันเองมักคิดว่า สิงคโปร์ คือมหาอำนาจ หรือกล่าวเสมอว่า ประเทศมาเลเซียมีความก้าวหน้ามากกว่าไทย หรือ ชอบพูดกันว่าเรากำลังถูกเวียดนาม แซงไปแล้วในเกือบทุกด้าน ฯลฯ

ชัยชนะในซีเกมส์ แม้ไม่ใช่ทั้งหมดของชัยชนะ แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ส่วนหนึ่ง เพื่อให้คนไทยได้กลับมามองตัวเอง “ในด้านดี” บ้าง ว่าเราก็ทำได้ เราก็ไม่ได้ด้อยกว่าชาติอื่น และคนของเราก็มีศักยภาพที่จะร่วมกันสร้างชาติ

มาดูในทางการเมือง คนไทยด้วยกันมองว่า เรากำลังเกิดความแตกแยกรุนแรง ประเทศอยู่ในห้วงรัฐประหารไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในภาพรวม เรากำลังต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อร้อยคนร้อยความคิด มีความพอใจและไม่พอใจคนละอย่าง เป็นไปไม่ได้ที่จะให้เห็นเหมือนกัน คน ครอบงำคนส่วนหนึ่งได้ แต่ครอบงำคนทั้งหมดไม่ได้ เพียงแต่อย่าต้องแบ่งข้างเข่นฆ่ากันเหมือนที่เคยเกิดในเวียดนาม ไม่ต้องสู้กับคนต่างชนเผ่าอย่างเมียนมาร์ ไม่ต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างที่เกิดกับกัมพูชา หรือเพื่อนบ้านอื่นๆ หรือแม้แต่สงครามในสหรัฐเอง

การต่อสู้กันของวิธีคิดเก่าใหม่ ทำให้เกิดความไม่ลงรอยทางความคิด ซึ่งกระบวนการแบบนี้ เกิดขึ้นก่อนประชาธิปไตยเสมอ ไม่มีทางลัด ประเภทที่เชื่อว่าความคิดพวกฉันเท่านั้นที่ถูกต้อง หรือจ้องจัดการคนคิดต่างให้หมดไป นอกจากจะไม่หมดแล้ว  พวกสุดโต่งก็จะค่อยๆ สูญพันธุ์

คนรุ่นใหม่ต้องใช้เวลาเพาะบ่มและเรียนรู้ ที่จะรู้จักแพ้ รู้จักชนะ ต้องรู้ว่าควรเข่นฆ่าแล้วกอดคอกันตาย หรือจะอยู่ร่วมกันบนความต่าง ต้องแยกแยะผิดถูกออกจากความเป็นพวกพ้อง ไม่บ้าอาละวาด

เมื่อใดที่อยู่ร่วมกันบนความแตกต่างได้ เราก็จะกลับมาเป็นประเทศผู้นำได้อย่างแน่นอน