Get Adobe Flash player

เศรษฐกิจตกต่ำจริงหรือ

Font Size:

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา  น.ส.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดการเจริญเติบโตของประเทศไทยในปีนี้ลง จาก 3.8% เหลือเพียง 3% ซึ่งเป็น ไปตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจได้ออกมาเตือนแต่แรกแล้ว และเชื่อได้ว่าเศรษฐกิจในสิ้นปีนี้มีโอกาสสูงที่จะโตไม่ถึง 3% ทั้งนี้เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายอย่างไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะการส่งออกในปีนี้ก็จะติดลบไม่ได้เป็นอย่างที่ ม.ร.ว ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ ออกมาบอกว่าเศรษฐกิจจะโต 4% และการส่งออกเป็นบวก

อีกทั้งยังเจอปัญหาขององค์การบินระหว่างประเทศ (ICAO) และ ปัญหาโรคเมอร์ส ที่จะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวที่กำลังจะไปได้ดีให้หยุดชะงักลง

นอกจากนี้ ยังเป็นห่วงเรื่องภัยแล้งและยอดการส่งเสริมการลงทุนใน 5 เดือนแรก ที่มียอดโครงการลดลง 35% แต่มียอดเงินลดลงถึง 84% ซึ่ง หมายถึงนักลงทุนต่างประเทศไม่ได้สนใจที่จะลงทุนในประเทศไทยอีกแล้ว

มีความเห็นจาก อโณทัย ชุมไชยโย คอลัมนิสต์ชื่อดัง มองว่าสภาวะเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึก ต้องขึ้นกับสภาพที่เป็นจริงที่เกิดขึ้นกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

มัวแต่มานั่งคิด มานั่งวิจารณ์ว่า ยึดอำนาจ รัฐประหาร ทำให้ประเทศชาติถอยหลัง แล้วไม่คิดในมุมกลับกันบ้างล่ะว่า หากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ไม่เข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ที่ผ่านมา ป่านฉะนี้ประเทศชาติจะเป็นเช่นไร

ไม่ได้หมายความว่าชอบการยึดอำนาจ แต่ทุกคนอยากเห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับประเทศชาติ ก็อยู่ที่มโนสำนึกของแต่ละคนว่า ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน อะไรดี อะไรไม่ดี อะไรผิด อะไรถูก

อโณทัย ชุมไชยโย มองว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผานมายังไม่ฟื้น ก็เพราะว่า 70% ของเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาภาคการส่งออก เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี กำลังซื้อย่อมน้อยลง  ผลพวงจากการส่งออกเป็นปัจจัยเสี่ยงบั่นทอนเศรษฐกิจไทย ทำให้ประมาณการอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ถูกหน่วยงานต่างๆ ปรับลดลง

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้ปรับลดประมาณการอัตราเติบโตของจีดีพีลงอีกครั้ง แต่ก็ยังมองว่าในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น โดยคาดว่าการลงทุนภาครัฐจะขยายตัว 12.8% การท่องเที่ยวจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไทย 28.8 ล้านคน

ส่วนปี 2559 ธปท.คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ 4.1% เพิ่มขึ้นจากการประเมินเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.9% ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากการส่งออกที่จะขยายตัวดีขึ้น โดยคาดว่าขยายตัว 2.5% และการลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตลอด 7 ปี

จากความเห็นของสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นภาคการเมือง อีกฝ่ายเป็นนักคิดนักเขียน เป็นการมองปัญหาเดียวกันที่ต่างมุม นักเขียนทำให้เราสามารถวิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นบวกหรือเป็นลบต่อระบบเศรษฐกิจ ที่มีตัวแปรสำคัญคือประเทศซึ่งเป็นคู่ค้ากับไทย ส่วนภาคการเมือง พยายามเพียงเพื่อ จะชี้ให้เห็นว่าชาวโลกจะไม่คบค้ากับไทย ชี้นำโยนความผิด และพยายามจะ วิเคราะห์เศรษฐกิจ เพียงเพื่อหวังผลทางการเมือง ให้ฝ่ายปกครองดูแย่ที่สุดและฝ่ายตนดูดีที่สุด ทำให้ได้ค่าที่ไร้มาตรฐาน

แต่ที่สุดแล้ว เศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับคนไทย ที่จะต้องรับผิดชอบต่ออาชีพ  จัดระเบียบเศรษฐกิจครอบครัว ต่อธุรกิจการลงทุน ร่วมสร้างชุมชนเข้มแข็ง ผนึกกันให้เป็นชาติเข้มแข็งโดยไม่หวังพึ่ง หรือไม่ก็กล่าวโทษแต่รัฐบาล หากคนในชาติทำได้ การค้าการขายกับต่างชาติก็จะเป็นเป็นแค่การได้กำไรมาก หรือกำไรน้อย ไม่กระทบต่อกระเป๋าของเรา