Get Adobe Flash player

โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

Font Size:

เครือข่ายอันดามัน นำโดย ขวัญกนก กศิวัฒน์ แกนนำเครือข่ายฯ เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อขอให้ยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินใน จ.กระบี่ เนื่องจากมีผลกระทบต่อมลภาวะทางน้ำและอากาศ

โดย ระบุว่า หากภายในระยะเวลา 3 ปี จ.กระบี่ ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ 100% รัฐบาลจะต้องสนับสนุนการขยายระบบโครงข่ายสายส่ง ให้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งควรจะใช้น้ำเสียจากโรงงานปาล์มผลิตไฟฟ้า เนื่องจากสามารถผลิตไฟฟ้าได้เป็นจำนวนมาก และเป็นการจัดการมลพิษที่เกิดจากโรงงานปาล์ม รวมถึงการแก้ปัญหาผลกระทบจากการปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำธารสาธารณะและปัญหาราคาปาล์มน้ำมัน โดยในปัจจุบันโรงงานปาล์มใน จ.กระบี่ สามารถผลิตไฟฟ้าได้แล้ว 11 โรง อยู่ระหว่างกำลังดำเนินการอีก 6 โรง และยังมีอีก 15 โรงที่ยังไม่ได้ผลิต

เครือข่ายปกป้องอันดามันฯ ขอยืนยันว่าหากไม่ได้รับคำตอบจากทางรัฐบาล จะใช้วิธีอารยะขัดขืน และรวมคนทั้งประเทศเพื่อหยุดโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน จ.กระบี่ต่อไป โดยที่ผ่านมาได้ทำการอดอาหารมาแล้วกว่า 10 วันเพื่อเรียกร้องข้อเสนอดังกล่าว

สอดรับกับ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิพากษ์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่เดินหน้าเปิดประมูลโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โดยเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องของประชาชน และกระบวนการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (อีเอชไอเอ) ที่ยังเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง

จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “หลักฐานเชิงประจักษ์ระบุชัดเจนว่า ในกระบวนการจัดทำรายงานอีเอชไอเอ เสียงของประชาชนในพื้นที่ที่ไม่เห็นด้วยต่อโครงการถูกปิดกั้น เมินเฉย และถูกกีดกัน”

จากข่าวที่ยกมา สิ่งที่เราได้เห็นจากสังคมก็คือ ความเป็นประชาธิปไตย ในรัฐบาล คสช.ที่ความเห็นเหล่านี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ในยุคที่ใครต่อใครตราหน้าว่าเป็น “ยุคเผด็จการ”

ส่วนใครผิด ใครถูก เราคงไม่สามารถสรุปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมยุคความเห็นต่าง

แต่มีความจริงข้อหนึ่งว่า “ปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่” ในเมื่อข้อเสนอของรัฐบาล เป็นสิ่งที่ท้องถิ่นไม่ต้องการ รัฐบาลก็ควรหยุคโครงการนั้น และเก็บงบประมาณไว้ทำในสิ่งที่จำเป็นอื่นๆ ตามแต่จะเห็นสมควร

ส่วนที่จังหวัดกระบี่ ให้ท้องถิ่น “เลือกโรงไฟฟ้า” ในสิ่งที่ท้องถิ่นเองอยากได้ ไม่ว่าจะเป็นพลังแสงอาทิตย์ พลังลม หรือพลังจากน้ำเสียจากโรงงานปาล์ม ก็ตาม      

หาไม่แล้วก็จะโทษรัฐบาลว่า “ให้ในสิ่งที่เขาไม่อยากได้”

เราพูดกันเสมอในประเด็นการกระจายอำนาจ ว่าให้ท้องถิ่นบริหารจัดการกันเอง เมื่อท้องถิ่นปฏิเสธข้อเสนอ เพราะฉะนั้นท้องถิ่นก็ต้องรับผิดชอบในการคัดค้าน และปัญหาปัญหาผลกระทบที่จะตามมาด้วย

ในความเป็นจริง กระบี่เป็นเมืองที่มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การโรงแรม ฯลฯ ซึ่งหากไม่มีแผนรองรับ แน่นอนว่าในระยะยาว ไฟฟ้าในกระบี่จะขาดแคลน

คนกระบี่จะตัดสินอนาคตอย่างไร ต้องการโรงไฟฟ้าแบบไหน จะให้ใครเป็นผู้จัดสร้าง ต้องตกลงกันให้ได้.