Get Adobe Flash player

รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ

Font Size:

"นิด้าโพล" ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง "การปรองดองและรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ" ระบุว่า

ข้อเสนอให้ทำประชามติว่า จะให้มีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศต่อไปอีก 4 ปี หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 75.80 ระบุว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอการทำประชามติ

และต้องการให้มีหน่วยงานเฉพาะเข้ามาดูแลเรื่องนี้ ไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งและความวุ่นวายอีก ฯลฯ

หากกล่าวถึง “นิด้าโพล” ก็ถือว่ามีความน่าเชื่อถือในระดับดี เพราะที่ผ่านมา ก็ไม่เคยทำให้เชื่อได้ว่า เป็นการทำขึ้นเพื่อหวังผล หรือจากความต้องการของกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด

แม้ผลสำรวจจะออกมาเช่นนี้ แต่เรายังเชื่อว่า เป็นความต้องการการอยู่ร่วมกันโดยสันติ ไม่อยากเห็นความวุ่นวายในบ้านเมือง รวมทั้งการใช้ความรุนแรงเข้าหากัน คนไทย อยากทำมาหากินอย่างสงบมากกว่า

ที่สำคัญ แม้เราจะเห็นด้วยกับความคิดริเริ่มของผู้ทำแบบสอบถาม แต่การสำรวจถามความเห็นจากคนเพียงกลุ่มหนึ่ง กับเรื่องใหญ่ระดับชาติเช่นนี้ ไม่น่าจะเพียงพอ หรือครอบคลุมความต้องการโดยรวมของผู้คนทั้งประเทศ

ที่สำคัญคือสิ่งที่เกี่ยวกับหลักการประชาธิปไตย จะต้องไม่ตัดสินกันแค่ความรู้สึก แต่ต้องมีหลักการ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

การที่ประธาน กมธ.ยกร่างฯ เสนอให้ทำประชามติให้มีรัฐบาลปรองดองแห่งชาตินั้น น่าจะมีการทบทวนกันให้รอบคอบ

เพราะสิ่งที่ควรจะเป็นคือ หลังการเลือกตั้ง หากพรรคใดมีเสียงข้างมาก หรือร่วมกับพรรคอื่นๆ แล้วได้เสียงข้างมาก พรรคนั้น หรือพรรคเหล่านั้น ควรได้จัดตั้งรัฐบาล แม้ “ประชาชน” กลุ่มหนึ่งกลุ่มใด จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับพรรคการเมืองนั้นๆ ก็ตาม

ประชาธิปไตย ต้องมีกติกาที่เป็นธรรม และชัดเจน

การให้สองพรรคใหญ่ ที่มีนโยบายที่ต่างกัน มาร่วมมือจัดตั้งรัฐบาล เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเห็นด้วยได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น การเลือกตั้งก็ไร้ประโยชน์

เราอยากให้ คสช.รักษาคำมั่นสัญญา ในการที่ระบุว่าเข้ามาเพื่อให้เกิดความสงบในบ้านเมือง เมื่อทำหน้าที่แล้วก็ลงจากเวที ก็จะสง่างามยิ่ง

แต่ถ้าวางเงื่อนไขในสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ในที่สุด รัฐธรรมนูญก็จะไม่ได้รับการยอมรับในระยะยาว และต้องมีการหาทางแก้ไข ซึ่งท้ายที่สุดก็จะลำบากกว่าเดิม 

สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ แม้ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องก็จริงอยู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เป็นการได้มาด้วยวิธีพิเศษ การเบี่ยงเบนให้รัฐธรรมนูญเป็นไปในรูปแบบที่ไม่เป็นสากล เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ แม้จะมีเจตนาที่ดีก็ตาม

ต้องไม่ลืมว่า การปรองดองไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะความขัดแย้งไม่ได้เกิดเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ๆ แต่ได้ลุกลามไปถึงประชาชน ลุกลามไปถึงองค์กรต่างๆ ความไม่พอใจโยงใยเป็นลูกโซ่ ไม่สามารถทำให้ใคร ยอมรับวิธีคิด หรือความเชื่อของใครได้

เรายังคงยืนยัยว่า ความแตกต่างทางความคิดจะไม่มีวันหมดไป การปรองดองจะไม่ได้เกิดขึ้นโดยงาย เพราะฉะนั้นประเทศจะอยู่ได้ด้วยกติกาของสังคม และการบังคับใช้กฏหมายอย่างเที่ยงธรรม เพราะกฎหมายเป็นสิ่งเดียว ที่เป็นสากล ให้ผู้คนอยู่ในกรอบเสรีภาพแห่งตน โดยไม่สามารถก้าวล่วงหรือละเมิดผู้ใดได้