Get Adobe Flash player

อนาคตประเทศไทย

Font Size:

ประเทศไทยในภาพรวมในช่วงที่ผ่านมา และในอนาคตอันใกล้ เราต้องเผชิญกับปัญหา และเตรียมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นพอสมควรโดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ

จากตัวเลขการเติบโตฯ ของกระทรวงการคลังคาดว่าจะอยู่ที่ 3% แต่ก็ยังมีหลายหน่วยงานที่คาดการณ์ว่าจะน้อยลงกว่านั้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบทำให้การเก็บรายได้รัฐบาลไม่ได้ตามเป้า

ที่ผ่านมา เราพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกมีปัญหา ผู้ซื้อมีกำลังซื้อที่น้อยลงกว่าเดิม ก็ย่อมกระเทือนถึงผู้ขาย  นั่นยอมหมายความว่า ผู้ประกอบการ ต้องปรับตัว ซึ่งอาจเป็นการปรับปรุงคุณภาพสินค้า ฯลฯ รวมทั้งหาตลาดใหม่มาทดแทนที่เสียไป

ข่าวระบุว่าประเทศคู่ค้าหลักของไทย อย่างเช่น จีน ที่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเกือบทุกอย่างไปแล้ว ยังไม่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาได้ จึงส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย

ทีมเศรษกิจของรัฐบาล กำลังเร่งวางแผนงานอย่างหนัก เพื่อหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาทดแทนสิ่งที่ขาดหาย ซึ่งจากหลายยุทธวิธีที่เป็นนโยบายและดำเนินการ เช่น การกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ มาตรการสนับสนุนทางภาษีให้กับภาคเอกชน การให้เงินสนับสนุนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกองทุนหมู่บ้าน และการลงทุนอื่นๆ ของทางภาครัฐ ซึ่งจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนนั้น คาดว่าจะเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 4 ถึงปีหน้า

ซึ่งถ้าเรามีมาตรการรับมือที่ถูกต้อง เราก็จะผ่านภาวะนี้ไปได้

ปัญหาที่ยังมองข้ามไม่ได้เลยคือภัยแล้ง แม้ข่าวคราวอุทกภัยเกิดขึ้นในจังหวัดต่างๆ จนเกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ แต่เป็นมวลน้ำที่รอการระบายลงสู่แม้น้ำและทะเล ไม่ได้ตกเหนือเขื่อน ทำให้น้ำในเขื่อนไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งถ้ายังเป็นเช่นนื้ ปีหน้า เราจะต้องเจอวิกฤติภัยแล้งอีกครั้ง ทำให้รัฐบาลต้องรณรงค์ให้ชาวนาเปลี่ยนจากการปลูกข้าว หันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทน

แต่ชาวนาจะเชื่อสิ่งที่รัฐบาลแนะนำหรือไม่ หรือจะมีการแย่งน้ำอย่างที่เคยเกิดขึ้นก็ยังยืนยันไม่ได้

แน่นอนว่าปัญหาทุกปัญหามีไว้แก้ไข เราเห็นว่าในภาคประชนจะเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดอนาคตตัวเอง ผู้นำชุมชน มีส่วนสำคัญอย่างมาก ที่จะช่วยกันกำหนดอนาคตของหมู่บ้าน และต้องช่วยกันสร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยไม่ต้องรอพึ่งพารัฐบาลแต่เพียงฝายเดียว

ในภาพใหญ่ โลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน อาจทุกชั่วโมง หรือทุกนาที ซึ่งถ้าคนไทยก้าวทันโลก เข้าใจหมากกลต่างๆ ของมหาอำนาจ และรู้เท่าทัน เราก็สามารถรับมือความเปลี่ยนแปลงได้งายขึ้น 

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีพาณิชย์ของ 12 ประเทศ ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำ ร่วมกับ ออสเตรเลีย, บรูไน, แคนาดา, ชิลี, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เม็กซิโก, นิวซีแลนด์, เปรู, สิงคโปร์, และเวียดนาม ได้บรรลุผลการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ความเป็นหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก (ทีพีพี) ที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจียของสหรัฐ

ข่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้น จะครอบคลุมขนาดเศรษฐกิจโลกถึง 40% เป็นเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลในหมู่ชาติสมาชิก มีการลดภาษีศุลกากรสินค้านับหมื่นชนิด, การเปิดตลาด และการกำหนดมาตรฐานร่วมกันในการปกป้องการค้าการลงทุนใน 12 ประเทศ ซึ่งสหรัฐจัดหนักเพื่อโอบล้อมจีนโดยเฉพาะ

ในขณะที่จีน ซึ่งเป็นประเทศเอเชียแปซิฟิกที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐ ไม่ได้เข้าร่วมทีพีพี

และที่น่าจับตาคือ ไม่มีประเทศไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อตกลงนี้ คำถามคือเกิดอะไรขึ้น และจะส่งผลดีหรือไม่ ที่ไทยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง