Get Adobe Flash player

หกเดือน ล้างมาเฟีย

Font Size:

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงอ้างถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปประสานงานปฏิบัติบูรณาการภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ต้องเข้มงวดกวดขันป้องกันไม่ให้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

โดยระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ จะมีอิทธิพลไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาวุธสงคราม นายกรัฐมนตรีให้เวลาภายใน 6 เดือน ต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมในการกวาดล้าง จับกุมผู้มีอิทธิพลและคดีความต่างๆ ต้องลดลงให้ได้

คำแถลงนี้ ฟังดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัตินั้นยากมาก เพราะอิทธิพล ได้ฝังรากลึกมากๆ ในสังคมไทย ผูกพันกับการ “อุ้มชู” พึ่งพาอาศัยมีผลประโยชน์ร่วมกันเป็นองค์กรใหญ่ ยากที่ใครจะพังทลายให้ล้มลงได้

ที่เราจะได้ยินเสมอเช่น “คุณรู้ไหม ฉันลูกใคร” นั่นหมายความว่า ถ้าลูกผิด พ่อก็จะสามารถเคลียร์ได้

คนเหล่านี้ ยังอยู่ในกลุ่มที่ได้เปรียบในสังคม บางคนมาจากตระกูลที่ร่ำรวย ทำให้เงินของพวกเขาซื้อได้ทุกอย่าง ซื้อได้แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ สามารถซื้อผิดให้กลายเป็นถูก

เรากลับมองว่าผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น หรือคนที่เกะกะเกเรในบ้านเมือง ยังไม่น่ากลัวเท่าเศรษฐี นักการเมือง ข้าราชการ ตำรวจหรือทหารที่มีอิทธิพล เพราะคนเกะกะเกเร ปราบปรามได้ง่ายกว่า

เราจึงหวังว่า รัฐบาลนี้จะแสดงความจริงใจ โดยกล้าที่จะกระทำการที่เรียกว่า “ลูบหน้าปะจมูก” ได้จริง สมคำที่ประกาศไว้ โดยไม่ต้องยึดติดว่าจะต้องภายใน 6 เดือนหรือกี่เดือน แต่ขอให้ค่อยๆ ทำไปโดยไม่หยุด โดยค่อยๆ รุกคืบจากภาคส่วนต่างๆ

อย่างเช่นกรณี สลากกินแบ่งรัฐบาลก็เช่นกัน ในที่สุดก็พบว่าเป็นแหล่งผลประโยชน์ของ “เสือ” หลายๆ ตัว

จนทำให้สลากมีราคาสูง โดยไม่มีรัฐบาลไหนก่อนหน้านี้เข้าไปแก้ไขได้ บุคคลเพียงไม่กี่กลุ่ม กลายเป็นเสือนอนกิน เก็บกำไรจากนักเสี่ยงโชคทุกใบ ทุกงวด โดยไม่มีใครทำอะไรได้

ซึ่งเมื่อสาวไปลึกๆ ก็พบว่า ผู้มีอิทธิพลค้ากำไรบนความทุกข์ของประชาชน กลายเป็นญาติของนักการเมืองเสียเอง

กรณี พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล แถลงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสลากฯ มีมติเห็นชอบไม่ต่ออายุสัญญารับโควตาสลากฯ ไปจำหน่าย กับนิติบุคคลทั้งหมด รวมทั้งองค์กร หรือมูลนิธิต่างๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้พิการ รวมทั้งสิ้นกว่า 2.49 พันแห่ง หรือคิดเป็นจำนวนสลากฯ กว่า 15.8 ล้านฉบับ หรือ 7.9 ล้านคู่ เป็นสิ่งที่ประชาชนเห็นชอบและอยากให้เกิดขึ้น

ส่งผลให้ต่อจากนี้ไปจะไม่มี 5 เสือสลากฯ หรือเรียกได้ว่าเป็นการอวสานปิดตำนานเสือหลายตัวในกองสลาก

เราจึงหวังว่า การไม่ต่ออายุโควตาสลากฯ จะสามารถแก้ไขปัญหาการขายสลากฯ เกินราคาที่เอาเปรียบสังคม ช่วยให้สลากฯ สามารถกระจายให้กับผู้ค้ารายย่อย และประชาชนก็จะซื้อสลากฯ ได้ในราคา 80 บาท ตามนโยบายของ รัฐบาล