Get Adobe Flash player

ประชาชนคือเจ้าของอำนาจ

Font Size:

หากประเทศเกิดสถานการณ์ขัดแย้งอย่างรุนแรง จนหาข้อยุติไม่ได้ รัฐบาลไร้อำนาจ มีการเข่นฆ่ากันเองระหว่างคนในชาติ หรือกำลังจะลุกลามเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ถ้าถึงเวลานั้น หากมีกลุ่มทหารออกมาควบคุมสถานการณ์ให้เกิดความสงบ มีความจำเป็นเพื่อรักษาชีวิตผู้คน แม้หลังจากนั้นจะต้องใช้เวลาเพื่อจัดระเบียบสังคม หรือเฝ้าระวังป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น ประชาชนในชาติก็น่าจะเข้าใจยอมรับได้

แต่เมื่อเสร็จภารกิจแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดคือ การทำให้ระบบการเมืองการปกครอง เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ในกรณีที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเข้ามาแก้ปัญหาในยามที่ประเทศเกิดวิกฤติ ก็ถือเป็นเหตุผลเดียวกับที่กล่าวข้างต้น

แต่เมื่อเข้ามาทำงาน ก็พบปัญหาที่หมักหมม สะสมเอาไว้ยาวนาน รวมทั้งปัญหาที่เกิดจาก “อิทธิพล” ที่ฝังรากลึกอยู่ในประเทศ ที่แม้จะมีการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประเทศ ฯลฯ ก็ไม่อาจสลัดออกไปได้

ก็น่าเห็นใจนายกรัฐมนตรีที่มีความตั้งใจ และต้องเผชิญกับปัญหา “คลื่นใต้น้ำ” ไม่จบสิ้น จึงทำให้เกิดวาทะ “ปิดประเทศ”  ซึ่งนายกฯ กล่าวในการประชุมแม่น้ำ 5 สาย เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา

ได้สร้างความตื่นตระหนกพอสมควร ไม่เฉพาะฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล แต่เป็นภาคการลงทุน และประชาชนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

  จนทำให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรษ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ต้องรีบออกมาแก้ข่าวว่า นายกฯ ไม่ได้หมายความอย่างที่ตีความกัน แต่หมายความว่าหากมีความวุ่นวายเกิดขึ้น มีการเสียชีวิตเกิดขึ้น ทำให้โรดแมปไม่สามารถเดินต่อไปได้ ก็จำเป็นต้องทำ แต่หากโรดแมปยังสามารถเดินต่อไปได้ ก็จะเดินตาม

แล้วย้อนว่า “อย่าไปมองภาพเลอะเทอะ อะไรเช่นนั้น ถ้าเลือกตั้งเกิดขึ้นไม่ได้คุณจะให้ทำอย่างไร จะให้คนออกมาตีกัน ยิงกันหรือไม่ มันก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านนายกฯคงหมายความแบบนี้ต่างหาก อย่าไปคิดมาก”

เป็นการโยนความผิดให้ประชาชนว่าตีความอย่างไม่เข้าใจ

แต่สิ่งที่เรามองเห็น กลับไม่ใช่ประเด็นปิดประเทศ หรือเปิดประเทศ เพราะถ้าคิดจะปิดจริงๆ โลกวันนี้คงไม่ยอมให้รัฐบาลไทยทำเช่นนั้นได้ เพราะประเทศในแบบเปิด ได้ผูกพันทั้งสังคม การเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุนระดับโลก ฯลฯ ที่ใหญ่โตมโหฬาร เกินกว่าที่ใครคนใดจะสั่งปิดได้ แม้ประชาชนเองก็ไม่อาจที่จะกลับไปขี่เกวียน หรือนอนกางมุ้งใช้ตะเกียงน้ำมัน ต่อไปได้อีก

สิ่งที่เราเห็นคือ กระบวนการทางความคิดของอำนาจรัฐ ในระบบข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว  จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ที่สำคัญ การตัดสินใจใดๆ ที่เป็นเรื่องใหญ่ จะต้องถามคนในชาติทั้งมวลว่า เขาพร้อมหรืออนุญาต ที่จะให้เป็นเช่นนั้นหรือไม่ ไม่ใช่ฟังแต่โพลสอพลอ

เราไม่อยากให้รัฐบาลกลัวคนเลวจะเข้ามายึดประเทศ เพราะในความเป็นมนุษย์บนโลกนี้ คนดีกับคนเลวจะมีอยู่เสมอ ซึ่งเราต้องแก้ด้วยการบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจังและเป็นธรรม

อย่าแบกปัญหาไว้บนบ่าคนเดียว บางเรื่องก็ต้องให้คนทั้งชาติร่วมกันแก้ จะผิดบ้างถูกบ้าง จะมีปัญหาบ้าง ก็เป็นวิถีชีวิต

อยากขอให้ร่างรัฐธรรมนูญแบบธรรมดาที่คนทั่วไปรับได้ เพื่อให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติที่เป็นสากล

ส่วนนักการเมืองหน้าเดิมๆ จะออกมาฟาดฟันกัน ก็ค่อยว่ากันเป็นเรื่องๆ ไป

แต่ขอให้สอนลูกหลานให้เรียนรู้ในหน้าที่พลเมือง หน้าที่ของความเป็นมนุษย์ แล้วปล่อยให้กฎหมายเป็นยามเฝ้าแผ่นดิน.