Get Adobe Flash player

ประชาธิปไตยในเมียนมา กับการรอคอยที่ยาวนาน

Font Size:

แม้ผลการเลือกตั้งในเมียนมา จะยังไม่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ก็สามารถยืนยันได้ว่า พรรคเอ็นแอลดี ของนางอองซาน ซูจี ได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด สามารถกวาดที่นั่งในสภา ได้ถึง 75%

ชัยชนะของ อองซาน ซูจี ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เกิดจากการต่อสู้ถึงสองรุ่น ตั้งแต่รุ่นพ่อถึงรุ่นลูก พ่อคือ นายพลออง ซาน หรือ อู อองซาน ได้รับการยกย่อง เป็นวีรบุรุษเพื่ออิสรภาพของประเทศเมียนมา

อู อองซาน เกิดในครอบครัวที่ต่อต้านการปกครองของสหราชอาณาจักร ซึ่งในช่วงนั้นพม่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดีย ที่เป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร

ปี ค.ศ. 1941 อู ออง ซาน ได้รับการสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่น โดยได้ก่อตั้งกองกำลังปลดปล่อยพม่าที่กรุงเทพฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้ประกาศว่าพม่าเป็นประเทศเอกราช และตั้งออง ซานเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่ อู อองซาน พบว่าเอกราชที่ญี่ปุ่นสัญญาไว้ไม่เป็นความจริง จึงเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อขับไล่ญี่ปุ่นออกไปจากพม่า

ปี 1947 อองซานเซ็นสัญญากับสหราชอาณาจักรว่าจะมอบเอกราชให้กับพม่าภายในหนึ่งปี แต่เขาถูกลอบสังหาร ในขณะที่มีอายุแค่เพียง 32 ปี

พ่อตายในขณะที่ ออง ซาน ซูจี อายุเพียง 2 ขวบ เธอตามแม่ที่เป็นนักการทูต ไปเรียนหนังสือเบื้องต้นที่อินเดีย แล้วไปต่อปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองและปรัชญา ที่สหราชอาณาจักร

ซูจี ไปทำงานที่นิวยอร์ก ตามคำชักชวนของ “นายอูถั่น” เพื่อนบิดา ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการขององค์การสหประชาชาติ ในตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ

ก่อนเข้าศึกษาต่อที่กรุงลอนดอนอีกครั้ง

ปี 1988 ซูจี ในวัย 43 ปี เดินทางกลับบ้านเกิดที่ย่างกุ้ง เพื่อวางแผน ทำโครงการเครือข่ายห้องสมุดในนามของพ่อ เรื่องการเมืองไม่ได้อยู่ในความสนใจของนางเลย แต่ประชาชนในประเทศกำลังเรียกร้องประชาธิปไตย และในฐานะลูกสาวของนายพลอองซาน นางรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ ต้องเข้าร่วมด้วย

ออง ซาน ซูจี ขึ้นกล่าวปราศรัยเป็นครั้งแรก ต่อหน้าฝูงชนที่มาชุมนุมกัน ในย่างกุ้ง เรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย และได้ร่วมจัดตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย และได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรค

ปี 1989 ถูกรัฐบาลภายใต้กฎอัยการศึก สั่งกักบริเวณให้อยู่แต่ในบ้านพัก

ปี 1990 แม้ว่าซูจียังคงถูกกักบริเวณอยู่ แต่พรรคเอ็นแอลดี ก็ยังคงได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งทั่วไป

และปีถัดมา ซูจี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งซูจีไม่สามารถเดินทางไปรับรางวัลด้วยตัวเอง

ปี 1995 รัฐบาลต้องยกเลิกคำสั่งการกักบริเวณ แต่ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐติดตามไปทุกแห่ง แต่นางก็ออกมาต่อสู้ทางการเมืองเต็มตัว

ภายหลังการปราศรัย ให้ต่อสู้เพื่อล้มรัฐบาล ซูจี จึงถูกกักบริเวณเป็นครั้งที่สอง เป็นเวลา 18 เดือน และได้รับอิสรภาพ ในปี 2002

จนกระทั่งปี 2003 ซูจีถูกสั่งกักบริเวณให้อยู่ในบ้านพักอีกเป็นครั้งที่ 3

การต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการทหารของพม่าอย่างไม่ลดละและยาวนาน ทำให้ ซูจี และเอ็นแอลดี เป็นขวัญใจของนักต่อสู้และประชาชน จนได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ในปี 2015

การต่อสู้อันยาวนาน ตั้งแต่รุ่นพ่อถึงรุ่นลูก ทำให้ชัยชนะของอองซาน ซูจี ถือเป็นการเริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และประชาธิปไตยในเมียนมา ที่น่าติดตามยิ่ง.