Get Adobe Flash player

ต้องอดทนที่จะชี้แจง

Font Size:

 

ข่าวคราวการจับกุม นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช.และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. เมื่อวันจันทร์ หลังจากที่ทั้งคู่ ได้นัดหมายที่จะไปตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์  

นายณัฐวุฒิ อ้างว่าไปอุทยานราชภักดิ์ครั้งนี้เพื่อสักการะบูรพมหากษัตริย์ไทย ไม่ได้มีนัยทางการเมืองแอบแฝง และอาจไปตรวจสอบตามที่มีข่าวว่ามีการทุจริต เช่น เรื่องค่าหัวคิวโรงหล่อ หากมีจริงก็อาจกระทบถึงวัสดุที่ใช้ทำ หรือเรื่องต้นปาล์ม ที่บอกว่าได้รับการบริจาค แต่กลับมีการตีราคาต้นละ 3 แสน มันเป็นอย่างไร

ไปเพื่อตั้งคำถามกับรัฐบาล ถึงการทุจริตว่ามีความคืบหน้าอย่างไร

ซึ่งการกระทำของนายณัฐวุฒิ และนายจตุพร มองได้ว่าเป็นการแย่งพื้นที่ข่าว เป็นการเล่นเกม “จิตวิทยามวลชน” กับรัฐบาล พร้อมกับโยนคำว่า “ทุจริต” ใส่รัฐบาลแบบเจตนาเต็มๆ เป็นการกระทำที่เรียกว่า เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น

ยิ่งถูกจับกุม ก็ยิ่งเข้าทางของทั้งสองคน

ที่ผ่านมา นายจตุพร ไม่เคยแสดงความจงรักภักดี แต่วันนี้กลับอ้างว่า กรณีทุจริตอุทยานราชภักดิ์ แต่เป็นเรื่องของพสกนิกรที่มิอาจยอมรับได้ ท่านเป็นคนไทยหรือเปล่า เป็นพสกนิกรของพระเจ้าแผ่นดินหรือไม่ และเป็นทหารมีหน้าที่ปกป้องราชบัลลังก์ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านผ่านการดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา สาบานตนผ่านหน้าธงชัยเฉลิมพลหรือไม่ ฯลฯ เพราะการทุจริตการจัดสร้างพระบรมอนุสาวรีย์บูรพกษัตริย์ทั้ง 7 นั้นเป็นเรื่องที่คนไทยมิอาจยอมรับได้

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ดราม่าสภาโจ๊ก”  

หันมาดูในมุมมองของ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ได้กล่าวอย่างมีเหตุผล ที่ว่ากรณีนี้ เจ้าหน้าที่มองว่าเป็นความพยายามเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างชัดเจน พฤติกรรมเริ่มจากการป่าวประกาศเชิงชี้นำ ในทำนองปลุกปั่น ซึ่งเจ้าหน้าที่คงใช้ดุลพินิจจากพฤติกรรมจากหลายวาระ รวมทั้งการกล่าวต่อสาธารณะโดยใช้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนมาตลอด โดยเฉพาะการอ้างใช้คำว่าทุจริต ซึ่งหน่วยงานหรือผู้มีหน้าที่โดยตรงยังไม่มีใครกล่าวถึง เป็นการใช้เพียงความรู้สึกทั้งสิ้น

ปัจจุบันจะเห็นว่าภาครัฐไม่นิ่งนอนใจ เมื่อสังคมต้องการทราบ หลายๆ หน่วยงานก็ร่วมดำเนินการ ภายใต้ขอบเขตความรับผิดชอบเพื่อคลี่คลายไขความกระจ่างให้

การเคลื่อนไหวของนายณัฐวุฒิและพวกลักษณะเช่นนี้ ไม่น่าเกิดประโยชน์ต่อกระบวนการไขความกระจ่าง ทำให้หลายฝ่ายเคลือบแคลงในท่าทีที่อาจดูไม่ต่างจากรูปแบบเดิมๆ ซึ่งมิได้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง

ในมุมมองของเรา การที่ฝ่ายรัฐบาล ถูกตรวจสอบโดยฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐบาล แม้จะมีการเมืองแอบแฝง อาจสร้างความเสียหายให้รัฐบาลได้ก็จริง แต่รัฐบาลก็ต้องเข้าใจว่า นี่เป็นการยั่วยุ เหมือนล่อปลาให้กินเหยื่อ หากบู่มบ่าม จะส่งผลต่อภาพรวมของรัฐบาล ที่คนเหล่านี้นำไปกล่าวอ้าง ให้เกิดภาพลบในสายตาชาวโลก

แทนที่จะจับกุม รัฐบาลอาจต้องยิ้มเข้าหา ด้วยความขอบคุณ ให้เห็นว่าการตรวจสอบทุจริต เป็นเรื่องดีต่อชาติ

และเมื่อรัฐบาล ถูกท้าทายด้วยคำถาม  หรือถ้าเรียกให้แรงกว่านั้นคือข้อกล่าวหา รัฐบาลก็ควรมีหน้าที่ตอบ ทำความจริงให้กระจ่าง แม้พวกเขาพยายามที่จะไม่เข้าใจ แม้จะต้องชี้แจงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจและพอใจ จึงถือว่าสำเร็จ

ถ้าประชาชนเข้าใจดีแล้ว การปลุกปั่น ก็เกิดเป็นผลยาก อย่างที่เรียกว่า “จุดไม่ติด” เหมือนกับที่ แกนนำกลุ่มนี้ล้มเหลวมาแล้วหลายๆ ครั้ง.

...............................