Get Adobe Flash player

ชาติและประชาชน

Font Size:

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกนี้ รวดเร็วแทบจะเรียกว่าวันต่อวัน เฉพาะเรื่องเทคโนโลยีหรือการสื่อสารเรื่องเดียว ก็รุดหน้าไปเร็วมาก ใครจะเชื่อว่า นาฬิกา กล้องถ่ายรูป เทปบันทึกเสียง หรือแม้แต่แผ่นซีดี กำลังจะกลายเป็นสิ่งล้าหลัง

โทรศัพท์มีอิทธิพลแทนสิ่งที่กล่าวมาแทบทั้งหมด ทำได้ทุกอย่าง ทั้งยังสามารถติดตามข่าวสารได้ทั่วโลก

โลกยุคข้อมูลข่าวสาร จึงต่างจากยุคเชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย เพราะตลอดเวลานาทีต่อนาทีในแต่ละวัน ประชาชนอยู่กับแหล่งความรู้ (รวมทั้งแหล่งความไม่รู้) จากโทรศัพท์

ผู้คนมีความเป็นตัวของตัวเองสูงขึ้น ความแปลกแยกแตกต่าง ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย

คนเสพข่าว มีโอกาสเชื่อ ไม่เชื่อในข้อมูลที่ได้รับนาทีต่อนาที มีโอกาส คิด วิเคราะห์ ไปตามพื้นฐานของแต่ละคน ความเห็นที่ต่างกันจึงกลายเป็นเรื่องปกติ และไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ว่า สามัคคี หรือไม่สามัคดี หรือให้ประชาชนสามัคคีกันก่อน แล้วประเทศจึงจะสามารถเดินไปข้างหน้าได้

แต่ประเทศ หรือสังคมโลก จะเดินไปบนความแตกต่าง และจะเป็นเช่นนี้ไปทั้งโลก

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่ เพื่อติดตามโครงการประชารัฐสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง

ได้บอกกับประชาชนว่า ทุกคนจะต้องแข็งแรงด้วยตัวเอง คิดเป็นทำเป็น และพยายามรวมกันให้ได้ ทุกคนต้องเติบโตจากภายใน คือหัวใจและสติปัญญา เพื่อที่จะรวมกลุ่มไปกับคนอื่นพร้อมๆ กัน รวมกลุ่มในหมู่บ้าน อำเภอ ตำบล อย่าไปหวั่นไหวต่อคนไม่ดี หากมีใครมาพูดให้เกิดความขัดแย้ง ก็ต้องทบทวนเสียใหม่

ท่านบอกว่า จะต้องทำให้คนทั้งประเทศรักกันให้ได้ เหล่านี้ให้ถือเป็นหน้าที่ของผู้บริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นระดับตำบลไปจนถึงระดับจังหวัด ต้องทำให้ได้ทั้ง 77 จังหวัดทั่วทุกภาค

จากสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้แสดงออก เราเชื่อในพลังความทุ่มเทและปรารถนาดีอย่างไม่เคลือบแคลง การสร้างชุมชนเข้มแข็ง การให้ท้องถิ่นพึ่งพาตัวเอง ก็เป็นเรื่องถูกต้อง แต่ความห่วงใยในเรื่องของการปลุกปั่นยุยง ภาครัฐคงไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้ นอกจาก รัฐจะต้องเป็นฝ่ายทำให้ประชาชนเชื่อเสียเอง และสมัครใจที่จะเชื่อ

นายกรัฐมนตรี บอกกับประชาชนว่า ต้องการทำให้ประเทศชาติเข้มแข็ง เพื่อให้ทุกคนสามารถกำหนดชะตาชีวิต หรืออนาคตของประเทศได้ด้วยตัวของทุกคน ที่ผ่านมาประชาชนทุกคนก็ทำอยู่แล้ว เพราะเป็นคนลงคะแนนเลือกตั้ง และจะทำอย่างไรเมื่อเลือกตั้งแล้วได้คนดีมาปกครองบ้านเมือง มีธรรมาภิบาล มีความหวังให้กับพวกเรา ฯลฯ

เรากลับเห็นว่า ประชาชนไม่สามารถเลือกว่าใครเป็นคนดีเข้ามาบริหารประเทศแค่การเห็นหน้า และฟังในสิ่งที่เขาพูดในช่วงการหาเสียง

แต่การกำหนดว่าใครดีหรือชั่ว ต้องใช้กฏหมายที่เข้มแข็ง เป็นผู้คัดสรร เพราะกฏหมาย จะทำให้คนที่ทำดีจะยืนหยัดอยู่ได้ ส่วนคนที่มีปัญหา จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ ซึ่งกระทำผิด จะต้องได้รับโทษ โดยไม่มีข้อยกเว้น

แม้กระทั่งผู้ที่อยู่ในอำนาจที่คิดว่าใครก็แตะต้องไม่ได้ อาจปกปิดความผิดตนในช่วงที่มีอำนาจ แต่หากสิ้นอำนาจเมื่อใด การตรวจสอบก็สามารถย้อนไปเอาผิดได้

เราอยากให้รัฐบาลนี้ สร้างเพียงกลไกของการบังคับใช้กฏหมาย สร้างเพียงโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนการบริหารประเทศ ต้องคืนกลับไปให้ประชาชนเป็นผู้กำหนด อย่าใช้อำนาจทหารนานเกินไป เพราะถึงวันหนึ่งเราจะพบว่า โลกใบนี้ก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าการปกครองในระบอบสั่งซ้ายหัน ขวาหัน แม้ท่านจะมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองเพียงใดก็ตาม