Get Adobe Flash player

รัฐ กับการคุ้มครองผู้บริโภค

Font Size:

                ข่าวคราวบริษัทประกันในประเทศไทย หลายบริษัท ลงทุนจ้างดาราที่มีชื่อเสียงหลายคน โฆษณาผ่านโทรทัศน์ว่า รับทำประกันสุขภาพ โดยไม่ต้องตรวจร่างกาย ให้คนสูงอายุหลงเชื่อว่า เพียงโทรศัพท์เข้ามา ก็ทำประกันได้

คนสูงอายุจำนวนมาก ต้องเจียดเงินจากรายได้น้อยนิด จ่ายค่าประกัน เพื่อไม่ให้ลูกหลานเดือดร้อนเมื่อยามเจ็บป่วย

แต่เมื่อป่วย บริษัทประกัน กลับอาศัยช่องว่างของกฏหมาย ไม่จ่ายเงินให้กับผู้ป่วยเหล่านั้น

คนสูงอายุ ไปฟ้องศาลก็มีแต่แพ้ เพราะศาล ดูแต่เอกสารที่ฝ่ายบริษัทประกันทำขึ้น ไม่คุ้มครองเหยื่อ ไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น เชื่อในความถูกต้องของเหรียญด้านเดียว ไม่มีหัวใจ ทั้งยังไม่คิดที่จะแก้ไขกฏกติกา ให้ทันเล่ห์กลของปลาใหญ่ที่จ้องกินปลาเล็ก ที่กินแม้กระทั่งเงินก้อนสุดท้ายของคนสูงอายุ ซึ่งจุดนี้ของกระบวนการยุติธรรมไทย ที่ต้องยอมรับว่า “ล้าหลัง” น่าจะแตกต่างกับในอารยประเทศ ที่คุ้มครองผู้บริโภคมากกว่านายทุน ซึ่งบริษัทประกัน อาจต้องจ่ายเงินก้อนโต และอาจต้องชดเชยให้กับลูกค้าทุกรายที่ตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกัน

มีคดีเช่นนี้อีกคดี 

เจ้าหน้าที่ของธนาคาร ไปหลอกยึดรถของลูกค้า ทั้งๆ ที่ยังไม่ขาดส่งค่างวด  โดย คนร้ายอาศัยความเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารข่มขู่ยึดรถ ทั้งที่ชำระเงินถูกต้องครบถ้วนทุกงวดกว่า 4 แสนบาท เมื่อตรวจสอบพบเป็นพนักงานธนาคารจริง แต่ธนาคารปฏิเสธการรับผิดชอบ อ้างว่า “เป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่เกี่ยวกับองค์กร” แถมทำให้เหยื่อติดแบล็คลิสต์เป็นหนี้ธนาคารอีก 8 แสนและไม่ได้รถคืน

ล่าสุดธนาคาร ชี้แจงว่า ที่ผ่านมาธนาคารไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ติดต่อพูดคุยกับลูกค้ามาโดยตลอด ซึ่งผู้ก่อเหตุไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารโดยตรง แต่เป็นลูกจ้าง Outsource

ที่ผ่านมาธนาคารได้เสนอให้ผู้เสียหายได้กู้เงิน เพื่อซื้อรถคันใหม่ในชื่อของภรรยาไปประกอบอาชีพ คิดดอกเบี้ยในอัตราพิเศษ ส่วนการที่ผู้เสียหายมีชื่อติดเครดิตบูโร แจงเป็นการรายงานสถานะความจริงตามกฎหมาย

จะเห็นได้ว่า คำตอบของธนาคาร ปราศจากความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง การที่อ้างว่า ผู้ก่อเหตุไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารโดยตรง แต่เป็นลูกจ้าง Outsource การที่ธนาคารอ้างเช่นนี้ เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะจะจ้างแบบไหน ก็เป็นคนของธนาคารอยู่ดี

การอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่เกี่ยวกับองค์กร ก็ยิ่งข้างๆ คูๆ ฟังไม่ขึ้น

ธนาคารจะให้กู้ใหม่ โดยไม่รับผิดชอบค่างวดเก่า และมองข้ามแบล็กลิส เป็นการบริการที่ไม่ควรเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย

แน่นอน มีความเห็นจากภาคประชาชน เช่น “ปัดความรับผิดชอบ... จ้างเขาก็เหมือนมอบอำนาจให้เขากระทำแทน ต้องออกสื่อให้คนรู้ว่า ธนาคารมองแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ทั้งที่ฝ่ายกฎหมายของตัวก็มี แต่เพิกเฉยที่จะช่วยเหลือและรับผิดชอบกับองค์กรของตัวเอง”

“ง่ายดี อีกหน่อยมิจฉาชีพคงมาสมัครเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ เอาเอกสารไปหลอกยึดรถคนเป็นว่าเล่น ไม่มีใครตาม ธนาคารก็ไม่สน (ไม่ใช่ความรับผิดชอบ) ถ้าเป็นชาวนาชาวไร่ ที่ไม่รู้กฎหมาย คงเงียบแล้วหายไปกับสายลม”

หรือ “ทำธุรกิจแบบเห็นแก่ได้ ก็จะมีแต่อ้างโน่นอ้างนี่เพื่อหวังเอาแต่ผลกำไรไม่ยอมขาดทุน แล้วมานึกเสียใจในภายหลังว่าชื่อเสียงและความไว้วางใจมันซื้อกันด้วยเงินไม่ได้ น่าจะมองกรณีนี้เป็นโอกาสตั้งแต่แรกๆ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือขององค์กร”

“ขอแสดงความยินดีกับธนาคาร ที่เงินไม่กี่แสนกับการไร้ความรับผิดชอบ จะนำมาซึ่งชื่อเสีย ที่จะส่งผลให้เกิดความเสียหายกับธนาคารเองอย่างเกินความคาดคิด”

“ข่าวนี้คงทำให้ลูกค้าธนาคารลดน้อยลงอย่างมากมาย ดีใจที่ไม่เคยทำธุรกรรมใดๆกับธนาคารนี้” ฯลฯ... ฯลฯ

ทั้งสองเรื่องนี้จะจบลงแบบไหน คนจนคือผู้แพ้เช่นที่แล้วๆ มาหรือไม่ บางครั้งเรื่องร้ายในสังคม รัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ ต้องลงมาดู เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม.