Get Adobe Flash player

เมื่อนักข่าว ถูกตรวจสอบ

Font Size:

การจากไปของพระเอกหนุ่ม “ปอ” ทฤษฎี สหวงษ์ ศิลปินอันเป็นที่รักของประชาชนจำนวนมาก ย่อมเป็นที่สนใจของผู้คน

70 วันที่ปอนอนป่วยในโรงพยาบาล ไม่มีวันไหน ที่สื่อมวลชนไม่ได้นั่งเฝ้า หากมองว่าเป็นการรบกวนคนไข้ รบกวนญาติพี่น้องก็มองได้

แต่ถ้ามองว่า มาเพื่อสื่อถึงความห่วงใย เพื่อเป็นกำลังใจให้ญาติพี่น้อง โดยที่สื่อก็ไม่ทิ้งกันในยามยาก ก็น่าจะมองได้เช่นกัน ดูจากภาพข่าว สื่อเหล่านั้น อยู่ในเขตของตนที่ถูกจัดเอาไว้ให้ คอยถามไถ่อาการจากคุณหมอ จาก “อาน้ำอ้อย” ผู้จัดการส่วนตัวของพระเอกหนุ่ม เพื่อรายงานข่าวไม่ให้บกพร่อง ทั้งยังเป็นเพื่อนเล่นกับ “น้องมะลิ” เหมือนลูกหลานญาติพี่น้อง

จนวันสุดท้ายที่ “ปอ” จากไป ไม่ใช่ญาติเท่านั้นที่ร้องไห้ หมอก็ร้องไห้ แม้นักข่าวเองก็ร้องไห้ เพราะเขาและเธอเหล่านั้น ทำงานโดยใช้หัวใจ มากกว่าหน้าที่

จนกระทั่ง วันที่ญาติ และมูลนิธิฯ นำร่างของปอกลับบ้าน ภาพที่เห็น ช่างภาพนับร้อย ตั้งแต่กล้องโทรทัศน์ ไปจนถึงโทรศัพท์มือถือจากประชาชน ต่างกรูกันแย่งชิงกันถ่ายภาพ ทำให้เกิดภาพไม่สวยงามขึ้น เหมือนช่างภาพ กำลังรุมทึ้งเหยื่อซึ่งเป็นผู้เสียชีวิต ทำให้สื่อถูกประณามอย่างเสียหาย

เรายอมรับว่าเป็นภาพที่ไม่เหมาะสม ไม่ต่างกับสื่อใหญ่ ที่เคยนำภาพคนตายมาลงพาดหัว หรือมูลนิธิ เอารูปหน้าเด็กพิการ เด็กกำพร้า มาแพร่ภาพเพื่อประชาสัมพันธ์ หรือเฟซบุ๊ค ที่โพสต์ภาพปัจจุบันของเด็กที่ถูกเก็บมาจากกองขยะ

ความไม่เหมาะสมเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราต้องร่วมกันแก้ไขอย่างแน่นอน

แต่สำหรับเหตุการณ์ที่ถ่ายภาพ “ปอกลับบ้าน” บางกระแสวิจารณ์โดยใช้คำหยาบคายด่าช่างภาพ จนไม่น่าเชื่อว่า นี้เป็นคำเตือนคนไทยด้วยกัน ในโลกของผู้ใช้สติปัญญา จนมองได้ว่า คนด่า กับคนที่ถูกด่า ก็ไม่ได้สูงส่งไปกว่ากัน

 “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้ถามความเห็นจาก ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย ท่านได้ให้ความเห็นว่า ทางสมาคมวิชาชีพต่างๆ ต้องจัดอบรมเรียกคุยเพื่อวางเป็นกรอบระเบียบ และควรมีบทลงโทษ

ประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างการทำข่าวเสียชีวิต ยิ่งต้องคำนึงถึงว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ เมื่อมีภาพปรากฏออกมาในเชิงลบเช่นนี้ จะทำให้ภาพรวมของสื่อมวลชนไทยลดลงแน่นอน เครดิตเสียในระยะยาว และสิ่งที่พึงระวังสำหรับการตั้งคำถาม เพราะเป็นเรื่องความอ่อนไหว

ในขณะที่ ผศ.เมธา เสรีธนาวงศ์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว

ระบุว่า ดูเหมือนการขอโทษสังคมของคนอาชีพนี้จะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ ในประเทศเรา แม้ว่าภาพต่างๆ จะเห็นชัดเจนว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ แต่การแสดงความรับผิดชอบมักจะไม่เกิดขึ้น ไม่มีหน่วยงานใดกล้าออกมาแสดงความรับผิดชอบ ยิ่งทำให้ส่งผลกระทบต่อสื่อมวลชนในภาพรวม

ผศ.เมธา บอกอีกว่า หลายครั้งที่สื่อมวลชนตกเป็นจำเลยของสังคม เพียงเพราะการทำหน้าที่ผิดพลาด และไม่เหมาะสมของบุคคลหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ผลที่ตามมาทำให้กระทบเป็นภาพรวม วิชาชีพนี้กลายเป็นความขยะแขยงของสังคม และปล่อยให้ดูถูกดูแคลนมากยิ่งขึ้น

กล่าวโดยสรุป หลายฝ่ายมองจากมุมของตนว่า คราวนี้สื่อได้ทำความเสียหายใหญ่หลวง สำหรับเรา อยากจะบอกว่า สื่อทุกคนผู้ทำหน้าที่ในภาคสนามก็อย่าได้เสียใจ เพราะเมื่อเราวิจารณ์ผู้อื่นได้ เราก็ย่อมถูกวิจารณ์ได้เช่นกัน

เราเห็นความยากลำบากในการทำงานของท่าน ว่าไม่ได้สบายเหมือนคนที่สอนหนังสือในห้องแอร์ พวกที่เมื่อมีปัญหาแล้วจีบปากจีบคอกล่าวโทษจนตัวเองดูดีมากๆ

ขอให้เชื่อว่าสิ่งผิดพลาด แก้ให้ถูกต้องได้ สิ่งใดที่ถูกติติงก็ค่อยๆ ปรับแก้กันไป ประสบการณ์ข่าวนอกสถานที่ จะเป็นบทเรียนที่ดีที่สุดของพวกเราทุกคน