Get Adobe Flash player

โยนบาปให้ประชาชน

Font Size:

ผู้มีอำนาจรัฐ แทบทุกยุคทุกสมัยมักจะมีความเชื่อที่คล้ายๆ กัน ที่ว่า กลุ่มตนคือผู้นำพาชาติบ้านเมือง แล้วเป็นผู้กำหนดให้ประชาชนต้องทำตาม

นักวิชาการ ผู้ที่เรียนหนังสือสูงๆ ก็เช่นกัน ที่เห็นว่าตนฉลาดรอบรู้เหนือกว่าคนอื่น ตนจะต้องเข้ามาจัดการหรือเปลี่ยนแปลง ความเป็นไปของบ้านเมือง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการประชาธิปไตย และไม่สนใจว่า ชาวบ้านเขาจะรู้สึกอย่างไร

คนประเภทนี้ ไม่ได้มองว่าทุกคนมีส่วนในการเป็นเจ้าของประเทศ แต่ยังติดเรื่องชนชั้น ที่คิดว่า คนรวย คนมีการศึกษา คนทำงานตำแหน่งสูง มีค่าของความเป็นคนเหนือกว่าคนจน หรือชาวบ้านธรรมดา

ความคิดประหลาดๆ ในบ้านเมืองหลายเรื่องราว ก็มักจะเกิดจากความเจ้ากี้เจ้าการของคนประเภทนี้ และมีอยู่หลายเรื่องราว ที่ประชาชนที่ไร้อำนาจ ต้องฝืนใจทำตาม โดยไม่อาจหลีกเลี่ยง

ตั้งแต่ยุคผู้นำให้ประชาชนสวมหมวก ไปถึงยุคที่มีข้อเสนอให้รถยนต์อายุเกิน 7 ปี ห้ามวิ่งในกรุงเทพฯ จนถึงยุคที่ต้องการแก้ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ โดยจะมีการ “จับคนที่ใช้ของปลอม”

ที่เรามองว่า เป็นความคิดที่เขลาและโหดร้ายที่สุด

โดยพวเขาไม่ได้มองว่า จะทำกฏหมาย เพื่อปกป้องอภิมหาเศรษฐี เจ้าของลิขสิทธิ์ ด้วยการทำร้ายประชาชน

ที่เห็นง่ายๆ สมัยก่อน สถานีโทรทัศน์ หรือวิทยุต่างๆ สามารถเปิดเพลงอะไร ประเภทไหนให้ใครฟังก็ได้ ส่วนประชาชนก็สามารถเลือกเสพตามที่ตนชอบ

ต่างกับปัจจุบัน ที่ค่ายเพลงมีอิทธิพลเหนือสื่อวิทยุและโทรทัศน์ เพลงของค่ายจึงถูกส่งมายัดเยียดให้กับผู้คน จนไม่ทางหลีกเลี่ยง

ครั้นเมื่อประชาชนร้องเพลงเหล่านั้นได้ แล้วนำมาร้องในที่สาธารณะ ก็จะถูกข้อหา ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่การยัดเยียด บังคับใส่หัวประชาชน กลับไม่ละเมิด

ในวงการของแบรนด์เนม กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า นาฬิกา ฯลฯ รวมทั้งสินค้าราคาแพงหลายหลากชนิดที่วางขายกันทั่วไป

และเป็นที่ทราบว่า สินค้าเหล่านั้นมีการทำเทียมและเลียนแบบ ทั้งเลียนแบบที่มองออกว่าไม่เหมือนต้นแบบ กับของเทียมที่เหมือนกันจนแยกไม่ออก รวมทั้งที่ผลิตจากโรงงานเดียวกันและวัสดุเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น โรงงานมีกำหนดให้ผลิตสินค้านี้ออกมา 1 หมื่นชิ้น แต่โรงงานผลิต 4 หมื่นชิ้น โดยเอาส่วนเกินไปขายตลาดมืด

ปัญหาก็คือ ประชาชน ไม่มีทางรู้เลยว่าสินค้าที่ซื้อมานั้น เป็นของจริง หรือของปลอม แม้ว่าสินค้านั้นจะซื้อมาจากห้างก็ตาม

สมมติว่า ประชาชนหิ้วกระเป๋า แบรนด์เนมแล้วถูกตำรวจจับ ประชาชนร้อยทั้งร้อย ไม่มีใครเก็บใบเสร็จเป็นหลักฐาน นอกจากคำพูด ว่าซื้อจากห้าง ซื้อจากออนไลน์ ฯลฯ ฯลฯ

เจ้าหน้าที่ผู้จับกุมเอง ก็ไม่มีทางทราบว่าในบรรดาสินค้านับพัน นับหมื่นชนิด ของจริงแบบไหน ของปลอมแบบไหน รัฐจะต้องมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มาตรวจสอบของแต่ละชนิด ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาล และเป็นช่องทางให้เกิดการรีดไถ

ถามว่า แล้วทำไม รัฐจึงนำภาษีอากรของประชาชน มาใช้โดยเลือกที่จะปกป้องนายทุนเจ้าของลิขสิทธิ์ แทนที่จะปกป้องผู้บริโภค ซึ่งเป็นคนในชาติของตน ทำไมต้องให้ประชาชนจะต้องมารับภาระตรงนี้

ที่น่าเศร้าไปกว่านั้น มีข่าวการจับกุม การละเมิดลิขสิทธิ์ของค่าย “แกรมม่า” แล้วแน่ใจหรือว่า “แกรมม่า” เป็นชื่อที่คิดขึ้นเอง ไม่ได้ลอกเลียนใครเขามา เพื่อให้รัฐบาลมาปกป้องอีกทอดหนึ่ง.