Get Adobe Flash player

ความจริงต้องปรากฏ

Font Size:

เป็นข่าวใหญ่ เมื่อ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษฯ ได้แช้ตข้อความ ทางแอปพลิเคชันไลน์กล่าวหา พล.อ.รายหนึ่ง เข้ามาเกี่ยวข้องในการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งตำรวจ

แน่นอนว่า ข่าวนี้ย่อมต่างกับกรณีนักเรียนนั่งรถไฟ ไปตรวจทุจริตในอุทยานระดับชาติ  ที่ผู้ใหญ่ไม่ได้ให้ราคากับเด็ก ทั้งยังมองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ ทำให้ปั่นป่วนก็เลยตามไปจับตัวมาปรับทัศนคติ โทษฐานยุ่งไม่เข้าเรื่อง

ซึ่งต่างกับ กรณี พล.ร.อ.พะจุณณ์ เพราะสะท้านสะเทือนไปทั้งวงการ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง จะสร้างความเสื่อมศรัทธาต่อวงการตำรวจ อย่างมากมาย หาก ผู้รักษากฏหมาย ทำผิดกฏหมายเสียเอง

ร้อนถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องออกมาปฏิเสธว่า “มีที่ไหน ไม่มี และช่วงที่ผมเข้ามาไม่มี เพราะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บังคับบัญชาระดับรองลงไปเขาต้องดูแลเรื่องนี้อยู่แล้วเพราะเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เอาตำแหน่งมาขายกันทำไม่ได้”

ก็เป็นที่น่าสังเกตในคำที่ว่า“ช่วงที่ผมเข้ามาไม่มี”

การที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ออกมาเช่นนี้ ถือเป็นการเปิดประเด็นให้มีการตรวจสอบ อันจะเป็นประโยชน์ต่อตำรวจดีๆ ที่ไม่ยอมซื้อตำแหน่งจะได้เลื่อนขั้นอย่างเป็นธรรม

แต่ที่น่าแปลกก็คือพล.ร.อ.พะจุณณ์กลับถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาในความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ โดยตำรวจออกหมายเรียกให้มาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 10 มีนาคมนี้ราวกับว่า การวิ่งเต้น การฝากฝัง รวมทั่งการซื้อขายตำแหน่งของตำรวจ ไม่ได้เป็นเรื่องจริง

การดำเนินคดี กลับยิ่งเพิ่มความสนใจให้กับประชาชนที่รักความเป็นธรรม แม้กระทั่งนายอุดม เฟื่องฟุ้งอดีตรองประธานศาลฎีกา ยังเข้ามาเป็นทนายความให้

โดยอดีตรองประธานศาลฎีกา เปิดเผยว่า พล.ร.อ.พะจุณณ์เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการปฏิรูปตำรวจของสปช. ซึ่งท่านก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ แต่ก็มีแรงเสียดทานโดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปเรื่องอำนาจของพนักงานสอบสวน ซึ่งมติที่ประชุมออกมาว่าควรแยกออกมาเป็นอิสระ ส่งผลให้กรรมการที่เป็นตำรวจได้ลาออกทั้งหมด เหลืออยู่เพียงกรรมการที่เป็นตำรวจ ซึ่งเป็นสมาชิก สปช.ด้วย แม้ไม่ลาออก แต่ก็ไม่เข้าร่วมประชุมอีกเลย

 ในเวลาต่อมา แม้ว่างานในส่วนของ สปช.จะจบไปแล้ว แต่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ก็ยังทำหน้าที่ติดตามในประเด็นดังกล่างอย่างต่อเนื่อง และมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ยังได้รับการข่มขู่มากขนาดนี้ ทำให้คิดไปถึงประชาชนทั่วไป ว่าหากเกิดปัญหาใดขึ้นกับตำรวจแล้วจะถูกข่มขู่มากขนาดไหน

เรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร คงต้องขึ้นกับ คสช.ว่าจะมีความเที่ยงธรรม หรือจริงใจในการปฏิรูปตามที่ลั่นวาจาไว้มากน้อยแค่ไหน เป็นการลูบหน้าปะจมูกหรือไม่

เพราะยังไม่ทันตรวจสอบก็ออกมาปฏิเสธแล้ว

เช่นนี้จะให้ชาวบ้านมองอย่างไร แต่ถ้าถามกลับมาที่ประชาชน คำตอบคือ ต้องทำความจริงให้ประกฏ.