Get Adobe Flash player

รัฐธรรมนูญเพื่อใคร

Font Size:

มีประเด็น “เห็นต่าง” ทำให้เกิดการถกเถียงกันมากมายเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะประเดิมใช้ในการเลือกตั้งในปี 2560 ซึ่งถูกกำหนดไว้ในโรดแมพ ว่าจะเขียนไปในทิศทางใด

ส่วนใครจะเห็นต่างอย่างไร ย่อมเป็นเสรีภาพทางความคิดที่ไม่ควรปิดกั้น เพราะยิ่งมีข้อถกเถียงมาเท่าใด ทุกคนก็สามารถเข้าใจความต้องการของแต่ละฝ่ายมากเท่านั้น

ตั้งแต่เริ่มต้น บรรดาผู้แสวงหาประชาธิปไตยมีการตั้งคำถามว่า รัฐธรรมนูญที่กำเนิดจาก “รัฐประหาร” เป็นเรื่องที่ผิดหลักการมาตั้งแต่ต้น จะมีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยได้หรือไม่

ในขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่า แม้รัฐบาลนี้มาจากการยึดอำนาจ แต่ก็มีเจตนารมย์แน่วแน่ ที่จะปฏิรูปประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการกอบโกยทางการเมืองและคืนความสุขให้คนในชาติ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงเป็นฉบับที่ขจัดคนโกงโดยเฉพาะ

ในขณะที่อีกกลุ่ม มองว่านักการเมืองคือตัวปัญหา ไม่เชื่อว่าระบบเลือกตั้งจะทำให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้า จึงอยากให้รัฐบาลทหาร อยู่ในอำนาจให้นานที่สุด โดยไม่ต้องสนใจว่ารัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จเมื่อใด หรือจะถูกกดดันจากประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ

ความคาดหวังของทุกฝ่ายจึงมาตกที่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน

แต่ในขณะที่ร่าง รธน.ยังไม่คลอดออกมา ก็มีข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในนามแม่น้ำ 4 สาย ต่อการแก้ไขปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาล ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นร้อนแรง ที่เหนือกว่าข้อกังวลใดๆ

แต่ล่าสุด กรธ.ก็สรุปข้อเสนอแก้ไขฯ 3 ข้อ คือ 1.ให้ใช้บัตรเลือกตั้ง ส.ส.ใบเดียว รูปแบบวิธีนับคะแนนตามบทหลักเหมือนเดิม 2.ให้มี ส.ว.สรรหา 250 คน โดย 200 คนมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาที่ คสช.ตั้งขึ้น และอีก 50 คนให้เป็นไปตามที่ กรธ.บัญญัติไว้ ให้ ส.ว. 6 คนสามารถเป็นข้าราชการประจำได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำเหล่าทัพ

และไม่มีสิทธิ์เปิดและลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

3.ยังคงให้พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี แต่หากไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ ให้ ส.ส.สามารถเข้าชื่อไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเรียกประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อยกเว้นรัฐธรรมนูญให้สามารถเลือกนายกฯ นอกบัญชีได้ โดยใช้เสียง 2 ใน 3 ของ 2 สภา และให้สภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่เลือกนายกฯ

เท่าที่ กรธ.รับข้อเสนอของ คสช.แล้วลงความเห็นแบบพบกันครึ่งทาง ก็นับว่าได้คลายปมความกังวลได้เปลาะหนึ่ง โดยเฉพาะในข้อ 2 ที่ ส.ว.ไม่มีสิทธิ์เปิดและลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะถ้า ส.ว.แต่งตั้ง มีสิทธิ์ล้มรัฐบาลได้ บรรดา ส.ส.ที่เลือกตั้งจากประชาชนเข้ามา ก็จะหมดความหมาย

เพราะ ส.ว.250 คน จะมาด้วยการสรรหาวิธีใดก็ตาม แต่ในข้อเท็จจริง อำนาจการสรรหา อยู่ในมือของ คสช. ส.ว.ที่ได้มา จึงเป็นตัวแทนของฝ่ายอำนาจ

นั่นคือ ในสภามี ส.ส.500 คน ต่อให้จำนวนที่นั่งฝ่ายรัฐบาล มี 350 เสียง ฝ่ายค้านมี 150 เสียง รัฐบาลนั้นก็จะยังไม่มีเสถียรภาพ

เพราะเมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลบริหารประเทศ แล้วฝ่ายอำนาจเดิมซึ่งหมายถึงกองทัพไม่เห็นด้วย เสียงของ ส.ว.250 คน กับฝ่ายค้าน 150 คน รวมเป็น 400 คน กลายเป็นเสียงข้างมาก ก็จะล้มรัฐบาลได้ทันที

จึงเป็นการบริหารที่ดูเหมือนประเทศเป็นประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ได้เป็น เพราะอำนาจที่แท้จริง ยังคงสืบทอดมา โดยเปลี่ยนวิธีการเพียงเล็กน้อย

โดยหลักการ ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย เราเห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญ จึงไม่สามารถทำให้ผิดหลักการนั้น

แต่ถ้าเมื่อใด คนใจชาติเห็นว่า เราจะบริหารประเทศ แบบเผด็จการ ตามแนวทางของประเทศเกาหลีเหนือ ก็ต้องแก้หลักการให้ชัดก่อน เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันของทุกฝ่าย ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยแบบลับ ลวง พราง

ท้ายสุด ขอขอบคุณ กรธ.ที่ไม่ให้สิทธิ์ ส.ว.เปิดและลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ฝ่ายอำนาจจะยอมรับตรงนี้หรือไม่.