Get Adobe Flash player

ยังไม่เคยทดสอบพลัง

Font Size:

 

ในช่วงที่มีการยึดอำนาจของ คสช.โดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวกันว่ามีคนไทยจำนวนมาก จนจะเป็นเสียงข้างมากหรืออย่างไรไม่แน่ชัด ที่สนับสนุนให้มีการทำรัฐประหาร เพราะเชื่อว่าเป็นการปลดล็อคความขัดแย้งของคนในชาติ ที่เริ่มมีการประหัตประหาร จากฝ่ายหนึ่ง กระทำกับอีกฝ่ายหนึ่ง ที่อาจบานปลายไปสู่การนองเลือด

เชื่อว่าการที่กองทัพเข้ามายึดอำนาจ อาจเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ปัญหาไม่ลุกลามบานปลาย

แม้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร ก็ยังยอมสงบ ไม่เคลื่อนไหว ราวกับยอมจำนนเพื่อให้ทหารเข้ามา

ระยะเวลาที่ คสช.ทำตารางปฏิรูปประเทศ ที่เรียกว่า “โร้ดแมป” กำหนดระยะเวลาในกระบวนการต่างๆ จนถึงกำหนดเวลาสู่การเลือกตั้ง ก็ไม่ค่อยได้ยินเสียงคัดค้านหรือตอบโต้

มีเพียงแต่พรรคการเมืองที่ถูกยึดอำนาจ รวมทั้งแนวร่วม ที่ประกาศจุดยืนชัดเจน ว่าจะไม่ร่วมทางกับรัฐบาล คสช.

คสช.เผชิญอุปสรรคครั้งแรก กับการที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ แต่ก็ไม่ผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ซึ่งนายบวรศักดิ์เอง ได้แสดงความรู้สึกเสียดาย สิ่งที่เขียนไว้ให้ประชาชนให้พลเมืองเป็นใหญ่ ให้ความสำคัญกับชุมชน ผู้หญิง คนยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสที่จะหมดไป ตนเสียดายเรื่องการปฏิรูปที่ดีๆ ที่จะบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญและอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ทั้งที่ประเด็นดังกล่าวถึงประชาชนโดยตรง แต่น่าเห็นใจเพราะประชาชนเป็นคนไม่มีเสียง

ได้มีการแสดงความเห็นในเวลาต่อมา จากนายสุริยะใส กตะศิลา จากมหาวิทยาลัยรังสิต ค่อนข้างชัดเจน ถึงมติ สปช. คว่ำร่างรัฐธรรมนูญครั้งนั้นว่า ถูกชี้ขาดด้วย สปช. สายทหาร-ตำรวจกว่า 30 คน ซึ่งบ่งบอกชัดเจนว่า คสช.ไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะด้วยเหตุผลประการใดเป็นสาเหตุสำคัญก็ตาม แต่จากนี้ไปจะทำให้วาระปฏิรูปประเทศไปอยู่บนบ่า คสช.เต็มๆ

เหตุการณ์ครั้งนั้น เริ่มมีผู้จับตา “ทิศทาง” ของ คสช.ว่าจะมาในรูปใด จนกระทั่งมีการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งแน่นอน ประชาชนไม่ได้รู้สึกอะไรหากรัฐธรรมนูญจะมีความมุ่งมั่นในการปราบคอรัปชั่น

แต่สำหรับคำถามพ่วง และประเด็นอำนาจของ ส.ว.ก็เริ่มมีเสียงคัดค้านมากขึ้น จนทำให้ นายกรัฐมนตรี ต้องออกมายืนยันอำนาจตน และพร้อมที่จะลงโทษผู้ที่ไม่เห็นด้วย หากทำผิดกฏหมายของ คสช.

เมื่อถึงจุดนี้แน่นอนว่า เสียงของประชาชน ก็แตกต่างออกไปด้วย

ฝ่ายกองทัพ ก็ยังเชื่อมั่นในอำนาจ ว่าสามารถควบคุมประเทศไว้ได้ทั้งหมด

ฝ่ายแนวร่วม คสช.อยากให้รัฐบาลรัฐประหาร อยู่ในอำนาจต่อไป โดยไม่ต้องมีการเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าผู้นำที่สุจริต ทำให้บ้านเมืองสงบ

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายที่เคยเห็นว่า เมื่อเสร็จขั้นตอนของโร้ดแมป รัฐบาลจะคืนอำนาจให้ประชาชน นั่นคือให้มีการเลือกตั้ง แม้ในอนาคตอาจเผชิญกับความขัดแย้ง และเรียนรู้ที่จะเคารพความเห็นต่าง เพราะความขัดแย้งคือความเห็นต่าง ซึ่งเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย

แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ ยังไม่เคยมีใครเคยศึกษาอย่างถ่องแท้ว่า พลังของบ้านเมืองนั้น ประชาชนเสียงข้างมาก เลือกที่จะยืนข้างใด

คำตอบจึงอยู่ที่ประชามติ.