Get Adobe Flash player

ปัญหาอยู่ที่คำถามพ่วง

Font Size:

ในงานเสวนา “คำถามพ่วงท้ายมีนัยอย่างไร” ซึ่งจัดโดยหลักสูตรการเมืองและการจัดการปกครองคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ และธรรมศาสตร์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์ศักษาสันติภาพและความขัดแย้งจุฬาฯ และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน

มีความเห็นที่น่าสนใจจาก นายไพโรจน์ พลเพชร อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ที่ระบุว่า การจะดูว่าคำถามพ่วงต้องการอะไรกันแน่ ซึ่งในบทเฉพาะกาลได้ระบุทำนองว่าจำเป็นจะต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่าน และเขาก็ได้ออกแบบการดำเนินงานจะต้องโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ ที่ได้วางโครงสร้างเป็นแผน 20 ปี

รัฐธรรมนูญนี้ ส.ว. ก็มีอำนาจมากพออยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่เขาต้องการอีกก็คือการร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย

5 ปีแรก คสช. ก็มีสิทธิเลือก ส.ว. ซึ่งเท่ากับว่า คสช. เองเป็นผู้สถามปณาอำนาจให้ ส.ว. เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่า อำนาจที่อยากให้มีเพิ่มเติมก็คือการร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี และต้องการควบคุมนายกฯด้วย

โดย 250 เสียง ถือว่าแข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับเสียงจากพรรคที่ได้คะแนนสูงสุด ซึ่งเป็นตัวแปรในการเลือกนายกฯ สามารถกล่าวได้ว่า นี่คือช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องการคงอำนาจให้ทหาร และสร้างความชอบธรรมให้ คสช. อยู่กับเราไปอีก 5 ปี แต่เป็นในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะในโครงสร้าง ส.ว.

ทางด้านนางเบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว นักวิชาการจากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติวิธีศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ถ้าคำถามพ่วงผ่านประชามติ เป็นที่ชัดเจนว่าเราจะไม่ได้นายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง เราจะมั่นใจได้อย่างไรที่พรรคการเมืองจะรวมตัวกันค้านเสียงของ ส.ว. ได้ อย่างไรก็ดี ได้มีการระบุเหตุผลว่าสาเหตุที่ต้องมีคำถามพ่วงก็เพราะต้องทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งออกแบบโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจุบัน ซึ่งจะมีผลผูกพันไปอีก 20 ปี ถึงแม้ว่าเราจะมีการเลือกตั้งอีกกี่ครั้งก็ตาม

คำถามพ่วงมีเป้าหมายเพื่ออะไรนั้น เราคงต้องย้อนถามว่า ถ้าเราจะปฏิรูปประเทศ เราต้องการอะไร เรากลัวอะไร เราจะปฏิรูปอะไร และเราต้องการให้ใครเป็นใหญในประเทศนี้ ซึ่งภาวะขณะนี้เป็นเป็นการชิงพื้นที่ระหว่างนักการเมืองที่ถูกชี้ว่าเป็นคนไม่ดี กับ ‘คนดี’ ซึ่งเราเองก็ควรมีสิทธิที่จะบอกได้ว่า เราต้องการคนดีอย่างไร และ ‘คนดี’ ก็ต้องได้รับการตรวจสอบ โดย ส.ว. ที่ถูกเลือกขึ้นมา อาจจะเป็นคนดีก็ได้ แต่ใครล่ะจะเป็นผู้ตรวจสอบคนดีเหล่านั้นในกรณีที่เขามีพฤติกรรมไม่ค่อยจะดี แล้วท้ายที่สุดแล้วใครที่จะเป็นใหญ่ในประเทศนี้ ระหว่างประชาชน หรือผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ถ้าเราได้คนที่ไม่ดี แต่ถ้าเรามีสิทธิตั้งคำถาม ประท้วง ถอดถอนได้ จะดีกว่าการที่เราได้ ‘คนดี’ แต่ไม่มีสิทธิตั้ง หรือทักท้วงอะไรเลยหรือไม่

เรามองว่า ในตัวรัฐธรรมนูญ ที่ กรธ.ต้องการให้เป็น “ฉบับปราบโกง” แม้บางส่วนบางตอน “จะตึงไป” หรือดังที่บางคนระบุว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่มองนักการเมืองในแง่ร้าย หรือมีไว้เพื่อ “จับผิดนักการเมือง” โดยตรง แต่กระนั้นก็ตาม ก็ยังพอรับกันได้ หากทุกคนก็จะต้องอยู่ในกติกาเดียวกัน

แต่สำหรับ “คำถามพ่วง” ได้สร้างความรู้สึกเคลือบแคลง จนเกิดคำถามในใจมากมายถึงความได้เปรียบเสียเปรียบ และเป็นความเคลือบแคลงที่ไม่อาจพูดออกมาได้

แต่ขอให้เชื่อว่า แม้วันนี้ ความเคลือบแคลงยังไม่อาจมีคำตอบ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญถูกบังคับใช้ ก็จะได้พิสูจน์ความจริงในเจตนาของคำถามพ่วง ว่าที่สุดแล้วใครมีเจตนาอย่างไร.