Get Adobe Flash player

ข้อบังคับของประเทศ

Font Size:

มีคนเคยกล่าวว่า ผู้คนมีพื้นฐานอย่างไรก็จะส่งผลถึงความคิดความเห็นที่มาจากพื้นฐานนั้น นักการศึกษามองว่าบ้านเมืองจะเจริญได้ คนในชาติต้องมีการศึกษา ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์มองว่าบ้านเมืองจะดี จะต้องมาจากเศรษฐกิจที่ดี

ในขณะที่รัฐบาลไทย เป็นรัฐบาลทหาร จึงเชื่อว่าความมั่นคงภายใน จะทำให้ประเทศชาติมั่นคง จึงต้องตั้งกฏระเบียบมากมาย แม้แต่การทำประชามติรับหรือไมรับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยังต้องมีกฏข้อบังคับ เพราะเชื่อว่าถ้าคนในชาติเชื่อผู้นำ เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีความเห็นขัดแย้ง ประเทศชาติก็จะเดินไปข้างหน้าได้

ล่าสุดแม้การประกาศร่างรัฐธรรมนูญคืนอำนาจให้ประชาชน ยังเป็นการคืนที่มีข้อบังคับ หรือกระทั่ง “ในการออกเสียงประชามติ” คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในยุค คสช.ก็ยังมีการออกประกาศหลักเกณฑ์ในการแสดงความคิดเห็น โดยมีข้อกำหนด สิ่งที่ประชาชนทำได้ 6 ข้อ และส่วนที่ทำไม่ได้ 8 ข้อ

จนแทบจะไม่ได้ยินเสียงประชาชนทั่วไป มาออกความเห็นในประเด็นนี้ นอกจากนักวิชาการจากสถาบันใหญ่ๆ ที่พอเปิดปากพูดได้บ้าง

เช่น นายยุทธพร อิสรชัย รองอธิการบดี ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ที่สะท้อนออกมาว่า ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างกว้างขวาง ก็จะส่งผลให้การมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมของประชาชน กับร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็จะเกิดขึ้นได้ยาก ท้ายสุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัญหาในระยะยาว แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติด้วยกลไกเหล่านี้ได้ก็ตาม เพราะส่วนสำคัญที่สุดนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านการประชามติ แต่หลักการสำคัญของการทำประชามติคือ เรื่องของการมีส่วนร่วมและการศึกษาเรียนรู้ทางการเมืองของประชาชน

นายยุทธพร เห็นว่าหากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ การทำประชามติในสังคมประชาธิปไตยนั้นจะค่อนข้างเปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็น จึงอยากจะให้เปิดกว้างในการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญมากกว่านี้ ไม่ว่าฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่ายคัดค้าน เพราะรัฐธรรมนูญนั้นถือว่าเป็นของทุกคน และการมีส่วนร่วมจะนำมาซึ่งความรู้สึกการเป็นเจ้าของร่วมในกติกาที่ทุกฝ่ายในสังคมต้องใช้ร่วมกัน

ขณะที่นายชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ไม่เห็นด้วยที่ กกต.ไปทำประกาศไว้ก่อน มองว่าตลกและไม่ควรมีประกาศพวกนี้ กกต.จะไปรู้ดีกว่าคนอื่นได้อย่างไร เพราะแม้แต่ กรธ.เองยังไม่ให้ กกต.วินิจฉัยเลยว่าอันไหนดีอันไหนไม่ดี

กกต.มีหน้าที่ในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประชามติ หรือปฏิบัติตามหน้าที่ที่ต้องทำในการจัดทำประชามติ การวินิจฉัยต่างๆ แล้วมามองว่า 6 ข้อทำได้ 8 ข้อทำไม่ได้ จะยิ่งเป็นการทำให้ พ.ร.บ.ประชามติไม่มีความชัดเจนเข้าไปใหญ่ เพราะพูดถึงการกดไลค์ การแสดงความเห็น เผยแพร่ ฯลฯ อย่าว่าแต่ข้อกำหนด กกต. ประชามติเลย กฎทั่วไปส่วนตัวก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว

ส่วนสถานการณ์การทำประชามติ รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าลงคะแนนกัน ณ วันนี้ ปัจจุบันนี้ อาจจะผ่านก็เป็นได้ แต่ปัจจุบันพอมันเกิดอะไรขึ้นมามากมาย มีทั้งการจับกุม มีการออกกฎต่างๆ ขึ้นมาทำให้เข้มงวดขึ้น คนก็เริ่มถามว่ามีอะไรกันนักหนา แล้วคนไทยเราชอบมวยรอง เห็นใจคนที่ถูกรังแก คนที่เป็นกลางจะเบี่ยงไปทางฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเยอะไป แทนที่จะเป็นผลดีจะกลับกลายเป็นว่าภาพลักษณ์ด้านสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงออกที่มันเสียอยู่แล้วมันจะยิ่งเสียเข้าไปอีก คนที่เป็นกลางเขาจะเริ่มสงสัยว่าทำไมถึงต้องทำขนาดนี้

นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ มองว่ากฎเหล็กทั้ง 8 ข้อ นี่ถือว่ามีความสุ่มเสี่ยงมาก ไม่ว่าคุณจะทำอะไร เขาก็สามารถตีความว่าทำผิดได้ทั้งหมด เป็นกฎหมายครอบจักรวาลที่ไม่ให้ประชาชนแสดงออกซึ่งความคิดเห็นใดๆ

สุดท้ายโดยหลักการแล้ว ส่วนตัวคิดว่าการออกเสียงประชามติควรให้เป็นเสรีภาพโดยสมบูรณ์ของฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นั่นจึงจะถือว่าเป็นการทำประชามติอย่างแท้จริง.