Get Adobe Flash player

นายกรัฐมนตรี ใจเย็นๆ

Font Size:

 

 

ถ้าในปี 2560 จามีการเลือกตั้งทั่วไปตามที่รัฐบาล คสช.ประกาศไม้ในโร้ดแมพ ก็เท่ากับว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีเวลาเหลืออีกเพียงปีเศษๆ ในการบริหารประเทศ และหนึ่งปีหลัง จะไม่เหมือนช่วงเริ่มต้น ที่คณะ คสช.ยึดอำนาจเพื่อปลดล็อคความขัดแย้งที่กำลังจะบานปลาย

แน่นอน ที่ผ่านมา คสช.ก็สามารถยุติปัญหาลงได้ระดับหนึ่ง พร้อมกับสัญญาว่าจะปฏิรูปประเทศ ยุติความขัดแย้ง และคืนความสุขให้ประชาชน

เวลาผ่านไป รัฐบาล ก็พยายามทำงานหลายอย่าง โดยใช้วิธีการอย่างทหาร มาบริหารประเทศ รัฐบาลมุ่งความมั่นคงเป็นหลัก และยุติความขัดแย้งด้วยการให้ประชาชนระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น โดยใช้กฏหมายเป็นตัวควบคุม

ในขณะที่ปัญหามากมายของประเทศ มารุมเร้ารัฐบาลนี้ ตั้งแต่เรื่องภัยแล้งที่หนักหนาสาหัส พืชผลทางการเกษตรเสียหาย การส่งสินค้าออกไม่ได้ตามเป้า การลงทุนจากต่างชาติชงักงัน ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมมากมาย ฯลฯ

รัฐบาลต้องเผชิญกับศึกหลายหน้า

ในขณะเดียวกันโลกนี้ก็มีฝ่าย ประเทศไทยนั้นถือเป็นประเทศโลกเสรี ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีสหรัฐอเมริกาเป็นพี่ใหญ่ ได้กำหนดรูปแบบกติกาการเมืองการปกครองไว้ชัดเจน

แต่เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้น แม้เราจะบอกเหตุผลและความจำเป็น แต่ก็ทำให้เราถูกจับตามอง ยิ่งอยู่นานเข้า ก็ยิ่งถูกกดดันจากประเทศที่เป็นมิตร ในหลายๆ ทางที่ล่วนส่งผลกระทบทั้งสิ้น

ยอมรับว่ามีประชาชนส่วนหนึ่ง อยากให้รัฐบาล คสช.อยู่ในอำนาจต่อไปแบบไม่กำหนดเวลา โดยเชื่อว่า การปกครองประเทศแบบนี้ จะแก้ปัญหาใหญ่ๆ ได้ และเป็นการไม่เปิดโอกาสให้นักการเมืองเข้ามาโกงกิน

แต่ขณะเดียวกัน ก็มีประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ต้องการมีประชาธิปไตย ไม่เชื่อว่านักการเมืองจะเลวไปทุกคน และไม่เชื่อว่าระบบทหารจะดีไปหมด ประเทศควรมีระบบคานอำนาจ มีระบบครวจสอบที่เข้มแข็ง ประชาชนควรมีสิทธิที่จะคิดหรือพูดแสดงความคิดเห็น ไม่ต้องการอำนาจให้ไปตกที่มือใครโดยไม่ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ความขัดแย้งระหว่างรัฐ กับประชาชนส่วนนั้นจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้น และรุนแรงขึ้นทุกที

คนเหล่านี้ ถูกแบ่งเป็นสองส่วน ๆ หนึ่งอยู่ฝ่ายผู้ถูกยึดอำนาจว่าพวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่อีกส่วนหนึ่งเชื่อในเสรีนิยม และออกมาทวงสิทธิในฐานะ 1 เสียงที่เป็นเจ้าของประเทศ แม้ให้ยึดอำนาจ แต่ก็ต้องคืนให้ประชาชนโดยเร็ว โดยไม่ต้องการถูกควบคุมในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ในอีก 5 ปี ซึงหมายถึง 2 สมัย

แล้วสื่อมวลชน อยู่ตรงไหน

สื่อฯ ในขณะนี้ ก็อาจมี 3 ฝ่าย คือฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล ผ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล และฝ่ายที่ไม่ใช่พวกใคร แต่ดูการทำงานเป็นเรื่องๆ ไป เมื่อเห็นว่ารัฐบาลทำดี ก็ว่าดี เมื่อเห็นว่าไม่น่าจะดีก็ท้วงติง และถ้าฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลทำดี ก็ต้องว่าดี โดยไม่ติดยึดหรือผูกพัน

ตรงนี้เอง เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ต้องการ โดยรัฐบาล ขอให้ได้ทำงานก่อน อย่าเพิ่งแสดงความเห็นในช่วงเวลานี้ ทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง และทำให้นายกฯ หงุดหงิด กับความเห็นของสื่อที่นำเสนอ

ความจริง สื่อฯ ที่มีอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าฝ่ายใด ก็ได้ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์งานของรัฐบาล ไม่ว่านายกฯ พูดประเด็นอะไร ที่ไหน เมื่อไร สื่อก็จะนำข่าวนั้นมานำเสนอโดยที่รัฐบาลไม่ต้องเปลืองแรง  จะมีบ้างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะความเห็นไม่ตรงกัน ก็ท้วงติงกันไป

ก็ไม่เห็นว่านายกฯ น่าจะต้องโกรธเกรี้ยว อย่างน้อยมีคนเตือน ก็ยังดีกว่าคนสอพลอ และหากมีเสียงสะท้อนจากภายนอก ก็ฟังเขาบ้าง เพราะถ้าเอาแต่จะไล่ตนไปติดคุก ๆ ก็จะไม่พอขัง เพิ่มศัตรูทางการเมือง และไล่ประชาชนให้ไปอยู่ตรงข้ามโดยไม่จำเป็น

ในทางกลับกัน ถ้ารัฐบาลมัวแต่ปราบปรามประชาชน รัฐบาลก็ต้องเสียเวลาในการที่จะเอาสมองไปทำเรื่องที่จำเป็นอื่น รวมทั้งไปชี้แจงกับต่างประเทศไม่จบไม่สิ่น

ยิ่งเห็นภาพนายกฯ ฉุนเฉียวออกสื่อต่างประเทศ นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได่แล้ว ยังดูไม่เนี๊ยบ ไม่นิ่ง เหมือนครอบครัวที่มีพ่อบ้านหงุดหงิด ไม่ดีเลย.