Get Adobe Flash player

คสช.นักการเมืองมองคนละมุม

Font Size:

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวกรณีการผ่อนคลายคำสั่ง คสช. ให้นักการเมืองสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ ส่วนเรื่องกิจกรรมทางการเมือง ยังไม่ผ่อน โดยย้ำว่ายังไม่ถึงเวลา

ทั้งยังได้ย้อนถามว่า นักการเมืองเคยเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้างหรือยัง

พล.อ.ประยุทธ์ มีท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการที่นักการเมือง ออกมาเคลื่อนไหว หรือแสดงความเห็นลงในโซเชียลมีเดีย ทั้งนี้นายกฯ ยืนยันว่า ไม่ได้มองคนเหล่านั้นเป็นศัตรู เพราะหากมองเช่นนั้นคงลงโทษพวกเขาหมดแล้ว คงไม่ให้เคลื่อนไหวขนาดนี้ แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่สื่อฯ หยิบยกเอามาเผยแพร่โดยไม่พิจารณา

นายกยืนยันว่า วันนี้ได้ทำทุกอย่างให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างเที่ยงธรรมเป็นธรรม ที่อ้างว่าไม่เป็นธรรมก็เปิดโอกาสให้ฟ้องร้อง ตามช่องทางที่มีอยู่แล้ว

นายกฯย้ำว่า คนไทยทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ เพราะตนกำลังแก้ให้คนทั้งประเทศ ต้องกระจายความรับผิดชอบ ไม่ใช่มุ่งแต่กระจายอำนาจ แต่ความรับผิดชอบไม่มี มันก็จะเละไปกว่าเดิม อย่างกรณีวันข้างหน้าที่พลังงานขาดแคลน ประเทศไทยพร้อมในทุกมิติหรือยัง ความคิด ความอยู่ร่วม ความรับผิดชอบ จิตสำนึก มีหรือไม่ การไม่ทุจริตมีด้วยตัวเองหรือไม่ ต่อให้เขียนกฎหมายอย่างไร ปฏิวัติร้อยครั้ง ก็ยังเป็นแบบเดิม เพราะคนเราไม่เปลี่ยนแปลง

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม กล่าวถึง การปลดล็อกนักการเมืองให้สามารถเดินทางออกนอกประเทศ ว่า นายกฯ และหัวหน้า คสช. พิจารณา และผ่อนปรนให้เอง ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่ได้มีใครมากดดัน

ส่วนที่ทางพรรคการเมืองต่างๆ เสนอให้มีการประชุมพรรค และเคลื่อนไหวทางการเมือง พล.อ.ประวิตรย้ำว่าทำไม่ได้ เพราะถ้าปล่อยให้ทำแบบนั้นจะส่งผลให้ประเทศชาติ และประชาชนเกิดความสับสน อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง และความวุ่นวายได้ ซึ่งตนคิดว่าเป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว

จากท่าทีในการแสดงออกของระดับผู้นำรัฐบาล คสช. เราจะพบว่า แม้ท่านจะมีเจตนาดีต่อประเทศชาติซึ่งหลายครั้งที่มองเห็นได้ แต่การปฏิรูปประเทศ ในลักษณะเขียนกรอบแล้วให้เดินตาม เป็นสิ่งที่ทำได้ชั่วคราวในโลกยุคปัจจุบัน

เหมือนเช่นประเด็นการสร้าง “ความสงบ” โดยมีกองกำลังเพื่อรักษาเอาไว้ ก็จะไม่ใช่ความสงบที่เกิดขึ้นจริง

ส่วนประเด็นที่ คสช. มองว่า นักการเมืองพฤติกรรมแย่ไม่เคยเปลี่ยน หรือที่ว่า ปฏิวัติร้อยครั้งก็เหมือนเดิมนั้น

เรากลับมองว่า องค์กรการเมืองเกิดจากความหลากหลายของบุคคล ที่มีความยึดโยงกับประชาชนไม่มากก็น้อย เป็นองค์ประกอบที่ผูกติดกับระบอบการเมืองประชาธิปไตย เป็นระบบรับฟังความเห็นให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาของสังคมร่วมกัน ในกระบวนการเมืองประชาธิปไตย คำพูดโต้แย้ง ความเห็นที่ไม่เหมือนกัน ไม่ได้แปลว่าผู้ที่เห็นต่างจะต้องเป็นผู้ผิดหรือเป็นพฤติกรรมแย่ไม่เคยเปลี่ยน เพราะหลายครั้งในประวัติศาสตร์ทางการเมือง พบว่า คำพูดท้วงติงที่ไม่มีใครรับฟัง กลับเป็นคำที่ถูกต้องหลังจากที่ได้พิสูจน์ด้วยกาลเวลา

เรามองว่านักการเมืองที่มาจากประชาชน เป็นหลักให้ประเทศ ส่วนความขัดแย้งทางการเมืองที่เรามองเห็นอยู่ทั่วไปนั้น เป็นเรื่องปกติของการรับฟังซึ่งกันและกันเพื่อหาข้อสรุป แม้จะทำให้งานล่าช้าไปบ้างก็ตาม

เพราะสังคมไม่ได้ให้สิทธิพิเศษ ให้ใครมาเป็นผู้กำหนดความเป็นไปของประเทศ ว่าต้องทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ เพราะแม้แต่ผู้มาจากการเลือกตั้งก็ยังต้องมีฝ่ายตรวจสอบการบริหารในทุกๆ เรื่องราว