Get Adobe Flash player

มรดกวัฒนธรรม

Font Size:

จากข่าวชาวกัมพูชา แชร์ภาพประท้วงระบุว่าโขนไม่ใช่ของไทย หลังบอร์ดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เตรียมเสนอให้เป็นมรดกโลก

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2559 มีรายงานว่า หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ได้เตรียมส่งรายชื่อ "โขน" ให้ยูเนสโกขึ้นเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เนื่องจากโขนเป็นการแสดงที่มีความโดดเด่น ชัดเจนและแสดงถึงภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยที่สมบูรณ์

จากกระแสข่าวดังกล่าว ทำให้มีชาวกัมพูชาบางส่วนไม่พอใจ จนเริ่มออกมาแชร์ภาพเพื่อแสดงให้เห็นว่า การแสดงโขนไม่ใช่ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยแต่เป็นของประเทศกัมพูชาแต่เพียงผู้เดียว

ทางด้าน นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งรับทราบว่า ทางกัมพูชาได้เสนอโขน ให้ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโกไปแล้ว และได้แสดงความยินดีถ้าโขนของกัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรม

ส่วนประเทศไทยนั้น มีแผนจะเสนอโขนและมรดกทางวัฒนธรรมอื่นๆ รวม 5 รายการ ขึ้นทะเบียนเช่นกัน แต่ยังไม่สามารถเสนอได้ เพราะประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างสมัครเข้าเป็นสมาชิก ภาคีอนุสัญญาการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก และการเสนอขอขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมฯ นั้น จะต้องจัดทำเรื่องส่งทางยูเนสโกให้เรียบร้อยก่อน 31 มีนาคมของทุกปี

รมว.กระทรวงวัฒนธรรม มองว่า การขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมตามอนุสัญญาฯไม่ได้พูดถึงความเป็นเจ้าของ แต่เป็นการบอกว่ามรดกทางวัฒนธรรมนั้น ควรค่าการแก่อนุรักษ์ และทางยูเนสโกไม่ได้ห้ามการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน ใครขึ้นก่อนก็ได้ เพราะยูเนสโกอยากให้แต่ละประเทศนำวัฒนธรรมดีๆ โดดเด่นของตัวเองมาขึ้นทะเบียนกัน

ซึ่งประเทศที่ขอขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรม ที่คล้ายคลึงกันอาจจะขอขึ้นทะเบียนร่วมกัน เช่น อาร์เจนตินาและอุรุกวัย ขอขึ้นทะเบียนท่าลีลาศ “แท็งโก้” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน หรือจะต่างคนต่างขอขึ้นทะเบียนก็ได้ เช่นเกาหลีเหนือขอขึ้นทะเบียนกิมจิเป็นมรดกวัฒธรรมฯ อีก 2 ปีต่อมา เกาหลีใต้ก็ขอขึ้นทะเบียนกิมจิเช่นกัน

เรามองว่า ศิลปวัฒนธรรมในลักษณะนี้ นับวันจะสูญหายไปพร้อมกับความเจริญทางวัตถุ ตามแบบของคนยุคปัจจุบันและอนาคตที่มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของพ้นสมัย ที่ควรอยู่ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น

จะสังเกตว่า ยังมีคนจำนวนมากที่มองข้ามข่าวนี้ โดยไม่สนใจว่า ไทย หรือกัมพูชา ใครจะเป็นเจ้าของ ใครได้จดทะเบียน โดยมองว่าในวันนี้สิ่งที่ทำให้ศิลปะยุคเก่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ก็เป็นเพราะองค์กรทางวัฒนธรรมเป็นผู้อนุรักษ์ไว้เท่านั้น ไม่ได้แพร่หลายไปสู่คนส่วนมาก

เช่นกัน “โขน” เป็นของใคร อาจตอบได้ว่ารากเหง้ามาจากอินเดียแน่นอน รวมทั้งเรื่องรามเกียรติ์ ก็มาจากชมพูทวีปเช่นกัน แต่ก็ได้เผยแพร่ไปด้วยอิทธิพลทางวัฒนธรรมไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั้งทางตรง เช่นมาจากการเผยแพร่ ลอกเลียนแบบ ทางอ้อม เช่นการทำสงคราม การกวาดต้อนผู้คนที่ต่างวัฒนธรรม ไปอยู่ในท้องถิ่นตน

ระหว่างไทยกับกัมพูชา โขนเข้ามาก่อนที่จะมีประเทศทั้งสอง แพร่หลายไปจากการขยายอาณาเขต ในแต่ละยุคของนครรัฐที่เข้มแข็ง และต่างนำไปพัฒนาจนเกิดความแตกต่างของแต่ละพื้นถิ่น

และเมื่อมีการแบ่งประเทศชัดเจน การแสดงต่างๆ ก็ตกหล่นอยู่ในพื้นถิ่นนั้นๆ

เรามองว่า โขนเป็นมรดกของมนุษยชาติ จะเป็นของประเทศใดไม่สำคัญ ยิ่งสองประเทศสามประเทศช่วยกันอนุรักษ์ก็ยิ่งดี เพราะหากมัวแต่ชาตินิยมหลงประเทศตัวเอง อยากเป็นเจ้าของครอบครองไว้คนเดียว ผ่านยุคสมัยที่บ้านเมืองไม่มั่นคง พลาดพลั้งขึ้นมา ก็จะต้านวัฒนธรรมสมัยใหม่ไม่อยู่ และสูญหายไปในที่สุด

ต่อให้หลายประเทศช่วยกันรักษา ก็ยังไม่แน่ว่าจะรักษาไว้ได้.