Get Adobe Flash player

การออกเสียงประชามติ

Font Size:

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง กำหนด 7 สิงหาคม 2559 เป็นวันออกเสียงประชามติ เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช …. ทั้งฉบับ และต้องกระทําในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร จะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบพร้อมในคราวเดียวกัน

ยังมีประเด็น “คำถามพ่วง” เพิ่มเติมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกําหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

หากเป็นช่วงเวลาที่ประเทศเป็นประชาธิปไตย ประเด็นที่ระบุไว้เป็นคำถามพ่วง มีข้อเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับ “การหมกเม็ด” และน่าแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างยิ่ง

ในฐานะของผู้ที่จะต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้

แต่ในยุครัฐบาล คสช.การแสดงความเห็น เสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ประชาชน ถูกบังคับด้วยกฏหมาย จนกลายเป็นประชาธิปไตยภาคบังคับ ภายใต้การยึดอำนาจของกองทัพ ผู้กำหนดอนาคตของประเทศ

น่าห่วงใย กรณีโฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการลงพื้นที่เพื่อชี้แจงเนื้อหา ทำความเข้าใจสาระของร่างรัฐธรรมนูญต่อวิทยากรอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตยระดับหมู่บ้าน ในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติต่อประชาชนทั่วประเทศ

โดยยอมรับว่า การจัดเวทีนี้มีเป็นจำนวนมาก ทำให้ กรธ.อาจเข้าไปดูแลไม่ทั่วถึง รวมถึงการจัดอบรมดังกล่าวต้องมีเอกสารประกอบการอธิบายและชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจ แต่ขณะนี้เอกสารดังกล่าวยังผลิตไม่เสร็จ และคาดว่าจะไม่เพียงพอที่จะแจกจ่ายให้วิทยากรระดับหมู่บ้าน

นี่เป็นความละเลย บกพร่องของ กรธ.ที่ชัดเจน และไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ

แต่แทนที่ กรธ. จะห่วงในประเด็นนี้ กลับห่วงว่าจะมีผู้บิดเบือน หรือนำเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะ เพื่อให้คนเกิดความกังวลและกลัวการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ในขณะที่ ประธาน กกต.ระดับจังหวัดรายหนึ่ง ยืนยันว่าบรรยากาศทางการเมืองและปฏิกิริยาในพื้นที่ที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ โดยคนในพื้นที่ทั้งสองกลุ่มการเมือง แทบไม่มีความเคลื่อนไหวในพื้นที่เลย ไม่ว่าฝ่ายที่จะรณรงค์ให้รับ หรือรณรงค์ไม่ให้รับ การออกเสียงประชามติ ไม่ปรากฏคู่แข่งเหมือนอย่างการเลือกตั้ง ส.ส. การรณรงค์กระตุ้นให้คนอยากออกมาใช้สิทธิ์ของฝ่ายการเมืองจึงไม่มี และชาวบ้านก็สนใจน้อยกว่าเพราะขาดความเร้าใจ

ยิ่งประชาชนถูกข่มขู่ด้วยกฏหมาย วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ความสนใจ ก็น้อยตามไปด้วย

แต่ในมุมของรัฐบาล โดยโฆษกประจำสำนักนายกฯ กลับมีความกังวลกรณี แกนนำ นปช. จะเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ โดยพยายามสกัดไม่ให้เกิดขึ้น

ในขณะที่มุมมองของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง กลับเห็นว่า กกต. จ้องจับผิดฝ่ายการเมืองและประชาชนที่วิจารณ์การทำประชามติ อยากให้ กกต.ออกมายืนยันให้หนักแน่นในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ เพราะจะทำให้บรรยากาศในประเทศดีขึ้น

ห่วงเรื่องการใช้ทรัพยากรบุคคลของรัฐ ต้องทำหน้าที่เพียงเผยแพร่เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่ต้องการให้มีเจ้าหน้าที่รัฐไปชี้นำ

การทำประชามติครั้งก่อน กกต.จัดเวทีให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาพูดคุย หากครั้งนี้จัดเวทีให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้พูดคุยประชาชนจะติดตามดูได้ว่าข้อดี ข้อเสียเป็นอย่างไร

ส่วนที่มีการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ มองว่าเรื่องนี้ใครจะมาตรวจสอบก็สามารถทำได้ เพราะเป็นหน้าที่ของคนไทยที่จะช่วยกันสอดส่องดูแล

แต่ต้องไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง.