Get Adobe Flash player

ความจริงใจในการให้สวัสดิการ

Font Size:

แต่เดิม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นสวัสดิการของรัฐบาลอย่างหนึ่งที่มอบให้แก่ผู้สูงอายุ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2535 โดยคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับเบี้ยยังชีพ สัญชาติไทยอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ในปีงบประมาณถัดไป อยู่ทะเบียนบ้านในเขตที่ยื่นคำขอรับเบี้ยยังชีพ ไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ

เปิดให้ลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพ ในวันที่ 1 พ.ย.-30 พ.ย. ของทุกปี

เงื่อนไขการรับเบี้ยยังชีพ สามารถรับได้จนผู้สูงอายุเสียชีวิต โดยจำนวนเงินเบี้ยยังชีพที่จะได้รับ เรียงตามขั้นบันได

อายุ  60- 69, 600 บาท 70-79, 700 บาท 80-89, 800 บาท 90 ขึ้นไป 1,000 บาท

โดยที่รัฐไม่ได้กำหนดเงื่อนไขอื่น ประชาชนก็มีความสุข แม้จะเป็นเงินจำนวนน้อยแต่ก็พอซื้อข้าวสารกับน้ำปลาไปหนึ่งเดือน

มาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน ก็มีข่าวว่า คนแก่ไทยไม่ได้จนจริง ระบุว่า คนจนมีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งไม่ทราบว่าเอาสถิติ หรือข้อมูลนี้มาจากไหน

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดที่จะงดให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท แก่ผู้ที่มีรายได้มากกว่า 9,000 บาทต่อเดือน

โดยมองว่าสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยควรสนับสนุนให้ตรงจุด อาทิ รถเมล์ฟรีควรจะฟรีสำหรับผู้ที่เดือดร้อน เช่นเดียวกับผู้สูงอายุที่บางคนไม่มีความจำเป็นแต่ไปรับเบี้ยผู้สูงอายุเพื่อรักษาสิทธิ จึงต้องการคัดให้เหลือเพียงผู้ที่ต้องการจำเป็น เพราะอนาคตเงินเฟ้อ อาจจะมากขึ้นและจะสามารถดูแลคนที่มีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินได้จริงๆ ยืนยันขณะนี้ยังไม่มีการตัดเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท แต่มองว่าควรให้คนที่ตรงวัตถุประสงค์มากกว่า

จากข่าวดังกล่าว จะเห็นได้ว่า “ภาครัฐ” เริ่มกำหนดเงื่อนไขขึ้นมาทีละน้อย เพื่อที่จะเป็นข้ออ้าง ที่จะไม่จ่ายเงินให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ว่านี่คือความถนัดของรัฐบาลไทย ที่จะสร้างความไม่แน่นอน ไม่ต่อเนื่อง พอทำเศรษฐกิจเติบโตไม่ได้ เห็นตัวเลขว่ารัฐจะต้องแบกภาระในการจ่ายเงิน ก็เกิดเสียดาย จึงกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า รัฐบาลหนึ่งทำ อีกรัฐบาล ก็ต้องล้ม เป็นแบบนี้มาตลอด แทนที่จะคิดว่าจะบริหารจัดการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ เกิดความต่อเนื่อง

ในขณะที่รัฐ สามารถจ่ายเงินให้กับข้าราชการบำนาญไปตลอดชีวิต แม้จะไม่ได้ทำงานแล้วก็ตาม นั่นเพราะคนในวงข้าราชการประจำ มีบทบาทในการออกกฏหมาย ใช่หรือไม่

ถ้ามองด้วยความเป็นธรรม ประชาชนธรรมดาทุกคนเสียภาษีให้รัฐตลอดชีวิต ไม่ว่าเป็นภาษีเงินได้ ภาษีร้านค้า ภาษีโรงเรือน ที่ดิน หรือแม้แต่ภาษี “แวท” ซื้อของตั้งแต่ของเล็กไปถึงของใหญ่ อย่างเช่นสบู่ ยาสีฟัน รถยนต์ ฯลฯ รัฐบาลเอาเงินของประชาชนไปทำประโยชน์ ไปเลี้ยงข้าราชการ ทำทางด่วนให้คนเมืองใหญ่ ทอดทิ้งคนที่ไม่มีปากมีเสียง แต่รัฐกลับ “คืนภาษีให้กับคนกลุ่มหนึ่ง” อย่างเลือกปฏิบัติ

ล่าสุดรัฐบาลได้ “ความคิด” ใหม่จาก “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” มาเป็นการลงทะเบียนคนจน เป็นโครงการที่ดูเหมือนสวยหรู แต่ก็ไม่วายข่มขู่ด้วยกฏหมาย “ด้วยการกำหนดบทลงโทษรุนแรงเอาไว้ด้วย” เพื่อคนจะได้ไม่กล้า

จากรายงานของ “คม ชัด ลึก” ระบุว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ขณะนี้เริ่มเปิดรับสมัครลงทะเบียน “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือชาวบ้านเรียกว่า “ลงทะเบียนคนจน” โดยมีระยะเวลา 1 เดือน เริ่มตั้งแต่ 15 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2559 เฉพาะผู้มีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี แต่ปรากฏว่าข้อความในใบสมัคร สร้างความสับสน พร้อมบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง

โดยหลายฝ่ายเริ่มเป็นกังวลกับการลงทะเบียนในครั้งนี้ เนื่องจากเนื้อหาข้อมูลที่ต้องกรอกลงในใบสมัครค่อนข้างละเอียด ยาก และสร้างความสับสนให้แก่ชาวบ้านทั่วไป จนมองว่า ภาครัฐ กำลังมีแผนอะไรอีก

เรามองว่า โครงการใดก็ตาม ถ้ารัฐบาลคิดจะทำเพื่อสลับขาหลอกประชาชน เพื่อปัดภาระให้พ้นตัว สู้อย่าทำเสียเลยดีกว่า

ถ้าไร้ฝีมือในการดูแลประชาชน ก็ควรหลีกทางให้ผู้ที่มีวิสัยทัศน์.