Get Adobe Flash player

จบเกม ผู้ว่า กทม.

Font Size:

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถูกพักงานโดยมาตรา 44 หลายคนอาจมองว่า เป็นการเอาจริงจังปราบทุจริต ซึ่งถ้าเราคิดว่านี่คือแนวทางที่ถูกต้อง ตนก็อยากเห็นแนวทางการพักงานให้เป็นกฎหมายปกติไปเลย

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนตัวไม่นิยมเห็นการใช้ ม.44 ซึ่งโดยภาพรวมแล้วก็ไม่ค่อยสบายใจ เพราะมีหลายกรณีที่มีคนร้องเรียนกับตนว่า คนนี้โดน แต่ทำไมคนนั้นไม่โดน อย่างไรก็ดีเมื่อมีการใช้ ม.44 ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมน่าจะเร่งรัดให้เรื่องเสร็จเร็วที่สุด ใครไม่ผิดจะได้ยกเลิกคำสั่งไป

ฟังที่นายอภิสิทธิ์พูด ช่างดูงดงามและน่าศรัทธา เพราะความเห็นที่นำเสนอนั้น เป็นกระบวนการที่แสนจะประชาธิปไตย ที่ทุกคนควรได้รับความเป็นธรรมด้านกฏหมาย

แต่ถ้ามองย้อนไป ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร คือตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ที่ส่งเข้าประกวด ก่อนเลือกตั้งก็อ้างสรรพคุณความดีของผู้สมัคร จนได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่ง

ครั้นเมื่อเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ การทำงานก็ต้องเป็นเอกเทศ ไม่ยึดติดพรรคการเมือง และร่วมมือกับรัฐบาลปัจจุบันในขณะนั้นๆ โดยไม่ขัดข้องว่าจะต้องมาจากพรรคการเมืองใด

ยิ่งในช่วงเวลาของรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ พรรคการเมืองทุกพรรคต้องยุติบทบาทลง ผู้ว่าฯ กทม. ก็ยิ่งต้องทำงานตามลำพัง ในขณะที่พรรคต้นสังกัด กำลังตกงาน

แต่การเมืองบ้านเรา ถูกมองว่ายังเป็นเรื่องของการแย่งชิง พรรคประชาธิปัตย์ พยายามที่จะล้วงลูก ต้องการไปมีส่วนร่วมในการบริหารด้วย ตรงนี้นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากผู้บริหาร กทม. ไม่ให้ทางพรรคมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งตนก็ได้บอกความจริงและขอโทษกับประชาชน”

เท่านั้นยังไม่พอ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ถือเป็นนักการเมืองสายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อนายสุเทพ ไม่ได้อยู่กับพรรคแล้ว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ก็ยิ่งโดดเดี่ยว ไม่มีความหมาย

โบราณว่า “เมื่อฉันไม่ได้ คุณก็จะต้องไม่ได้ด้วย” เมื่อฉันไม่มีความสุข คุณก็ไม่ควรมีความสุข

พรรคประชาธิปัตย์ มีความถนัดในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านมากกว่าบริหารอยู่แล้ว สามารถโค่นล้มรัฐบาลมาแล้วหลายรัฐบาล อย่างเช่นรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา โดนหลักฐาน “มิ๊กกี้เม้าท์” ของประชาธิปัตย์ ทำเอารัฐบาลนายบรรหาร ล้มไม่เป็นท่า

การล้ม ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จึงเป็นเรื่องที่ง่ายดาย เด็กประชาธิปัตย์ที่ส่งมาล้มผู้ว่าฯ กทม.คือ นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส. กทม. ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อให้ตรวจสอบการเงินและความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยกล่าวหาว่า เห็นพิรุธในโครงการไฟประดับ

รวมทั้งให้ตรวจสอบอีกหลายเรื่องราว ขณะที่ผู้ว่า กทม.อยู่ในช่วงขาลงจากการที่คน กทม.เบื่อหน่าย จึงเข้าทาง ม.44 ที่รัฐบาล คสช.ที่กำลังหาเสียงด้วยการปราบทุจริตอยู่แล้ว

สำหรับเรา แม้เห็นด้วยกับระบบตรวจสอบ โดยเฉพาะพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่การทำลายเหยื่อด้วยการยืมมือคนอื่น ดูไม่ค่อยสง่างาม แถมออกมาพูดในลักษณะว่าฉันไม่ชอบวิธีใช้ ม.44 ยิ่งดูฝ่ายตัวแสนดี แต่ฝ่ายอื่นแย่หมด.... ก็ทำให้หดหู่เศร้าใจอย่างไรชอบกล.