Get Adobe Flash player

เมื่อพี่ไทยเป็นฝ่ายแพ้

Font Size:

ประมาณปลายปี 2530 เกิดขึ้นในกรณีพิพาทเกี่ยวกับเส้นเขตแดน ระหว่าง ไทย-ลาว ที่บ้านร่มเกล้า จังหวัดพิษณุโลก อันเนื่องมาจากไทยและลาวอ้างสนธิสัญญาคนละฉบับ ลาวได้ส่งกำลังทหารเข้ามายึดพื้นที่ ขณะที่ไทยส่งกำลังทหารเข้าผลักดัน และเกิดการปะทะกันจนกลายเป็น “ยุทธการบ้านร่มเกล้า” ในช่วงเดือนธันวาคม 2530 และยุติปัญหาของทั้งสองฝ่ายด้วยการเจรจา เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2531

แม้ข้อพิพาทจะยุติแต่ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การปฏิบัติการของกองทัพไทยล้มเหลว มีการโจมตีผิดเป้าหมาย ทิ้งระเบิดใส่ฝ่ายเดียวกันทำให้กองพันทหารม้าที่ 8 ต้องพลีชีพถึง 24 นาย

จนกลายเป็นเรื่องที่โจทย์ขานว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ “ขงเบ้งแห่งกองทัพ รบแพ้ลาว” เพื่อนบ้านที่มีพื้นที่ประเทศเล็กกว่าไทยมาก

จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2556 เกิดปรากฎการณ์ “ไทยแพ้เพื่อนบ้าน” อีกครั้ง แต่คราวนี้หนักหนากว่าแพ้เพราะการรบ เมื่อนายภาวิช ทองโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ออกมาเปิดเผย โดยอ้างการประชุมของ การประชุมเวทีโลกสถาบันหนึ่ง ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งได้จัดอันดับคุณภาพการศึกษาของประเทศกลุ่มอาเซียน ปรากฎว่าไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสุดท้าย แพ้แม้กระทั่งประเทศเวียดนาม และกัมพูชา 

 อันดับ 1 ประเทศสิงคโปร์ อันดับ 2 ประเทศมาเลเซีย อันดับ 3 ประเทศบรูไนดารุสซาลาม อันดับ 4 ประเทศฟิลิปปินส์ อันดับ 5 ประเทศอินโดนีเซีย อันดับ 6 ประเทศกัมพูชา อันดับ 7 ประเทศเวียดนาม และอันดับ 8 ประเทศไทย

สำหรับประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราผลักดันเรื่องเงินเดือนครู ซึ่งผลการจัดอันดับได้สรุปว่า เงินทุนไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดของการมีระบบการศึกษาที่ดี และการที่ครูอาจารย์มีเงินเดือนสูงก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสามารถทางการสอนสูงตามไปด้วย

ผช.รมต.กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ข้อมูลนี้ถือว่าน่าตกใจ เพราะอันดับของเราถือว่าต่ำมาก ดังนั้นจึงต้องไปวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะอะไร โดยการศึกษาไทยก็จะต้องมีการปรับใหญ่ทั้งระบบ โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่สำคัญต้องไปดูการจัดการศึกษาในภาพรวมว่าได้มาตรฐานโลกหรือไม่ และถ้าดูจากผลการวิเคราะห์คะแนน PISA ที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนว่าเด็กไทยคิดไม่เป็น

ประเด็นสำคัญที่จะต้องไปเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือ การปฏิรูปวิธีการเรียนการสอน และปฏิรูปครู

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้เตรียมการในการขับเคลื่อนนโยบายของ ศธ. ใน 2 เรื่อง ได้แก่ การปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบ

โดยขั้นแรกจะเน้นไปที่การส่งเสริมการอ่านออก-เขียนได้ 100% และการขับเคลื่อนการพัฒนากระบวนการคิด ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ได้จัดทำแผนการขับเคลื่อนและเครื่องมือที่จะใช้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เด็กที่ประสบปัญหาอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ จะมอบให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) แต่ละเขตไปดำเนินการ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือเด็กทุกคนในระดับชั้น ป.3 และ ป.6

ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการในช่วงปลายภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 เพื่อที่จะใช้เวลาในช่วงปิดภาคเรียนฟื้นฟูและพัฒนาเด็กกลุ่มเสี่ยง และเมื่อเปิดภาคเรียนที่ 2 ก็จะต้องติดตามประเมินผลเป็นรายเดือนด้วยว่าเด็กมีพัฒนาการอย่างไร เพื่อพัฒนาให้เด็กสามารถอ่านออก-เขียนได้ 100% เมื่อทำได้แล้วจะได้ดำเนินการยกระดับคุณภาพการศึกษาต่อไป

เรามีความเห็นว่า สิ่งที่นักวิชาการพูด ต้องมีจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม คือทำให้ได้อย่างที่พูดด้วย ปัญหาการศึกษาไทย อยู่ที่หลักสูตรที่เน้นวิชาเรียนหลากหลายมากเกินไป ลอกฝรั่งไม่ลืมหูลืมตา โดยบางวิชาเรียนไปก็ไม่ทำให้ฉลาดขึ้น ไม่เรียนก็ไม่ทำให้โง่ลง แต่กลับทิ้งวิชาหลัก คืออ่าน (เอาเรื่อง) คัดเขียน ภาษาไทย คณิต-วิทยาศาสตร์ หน้าที่พลเมืองที่เน้นการมีคุณค่าต่อสังคม และจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมกระบวนการทางความคิด

ที่สำคัญคือการวัดผล นอกจากวัดผลนักเรียนแล้ว จะต้องวัดผลครูด้วย การเป็นครูไม่ได้หมายความว่าสอบบรรจุได้ แปลว่าจะหลับหรือตื่นก็มีรายได้กินไปจนวันตาย แต่ครูต้องตื่นตัว ต้องมีการจัดอบรม  

เพราะหลักสูตรต่อให้ดีแค่ไหน หากครูไม่มีจิตวิญญาณ เช้าชามเย็นชาม รับงานนอกไม่สนใจโรงเรียน ก็สร้างเด็กให้ดีไม่ได้.