Get Adobe Flash player

การเมืองประชาธิปไตย

Font Size:

ความแปลกแยกทางการเมือง การแบ่งฝ่ายของคนในสังคม ส่งผลให้เกิดมุมมองที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง แม้การตีความของคำว่าประชาธิปไตยก็ยังแตกต่างกัน ทำให้เกิดการต่อสู้ให้เกิดการยอมรับตามความเชื่อของฝ่ายตน

 

ประเด็นความเห็น เกี่ยวกับการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มีเป้าหมายเพื่อทวงอำนาจให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรียกร้องกดดัน ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะเชื่อว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง

สังคมก็แตกความเห็นออกไปสองทางเช่นเคย ฝ่ายหนึ่งอยู่ข้าง นปช. แต่อีกฝ่ายเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรทำตามข้อเรียกร้องนั้น ทั้งยังเห็นว่า รัฐบาลควรดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ความสงบกลับคืนมา

ในการชุมนุม ได้สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นโรงภาพยนตร์  ศูนย์การค้า  โรงแรม ตลาดหลักทรัพย์ ฯลฯ รวมทั้งธนาคารหลายแห่ง ร้านค้าย่อยต่างๆ ทั้งที่กระทบโดยตรง และโดยอ้อม

ซึ่งความเสียหายนี้กลุ่มหนึ่งมองว่าเป็นความเสียหายที่ยิ่งใหญ่ ในขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก เมื่อเทียบกับการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขา

สังคมอีกด้านหนึ่ง กดดันรัฐบาลให้จัดการกับปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้ยืดเยื้อ ในที่สุดรัฐบาลก็ตัดสินใจกระชับพื้นที่ ด้วยการส่งกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือ และรถถังเข้าปิดล้อม

มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุม กับเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง มีการเผาทำลายรถบรรทุก มีการใช้ทั้งกระสุนและแก๊สน้ำตาของฝ่ายเจ้าหน้าที่ และมีการปะทะกันตามจุดต่างๆ รวมทั้งการวางเพลิง

จนกระทั่งการต่อสู้ยุติลง รัฐบาลสามารถสลายการชุมนุมได้สำเร็จ มีผู้เสียชีวิตมากมาย ในจำนวนนั้นมีฝ่ายเจ้าหน้าที่รวมอยู่ด้วย มีการจับกุม ตั้งข้อหาอย่างรุนแรงกับแกนนำ นปช.

เกมนี้ แม้มองเหมือนว่าฝาย นปช.พ่ายแพ้ราบคาบ แต่ฝ่ายมันสมองของ นปช.ของพรรคแนวร่วม ที่มีความชำนาญด้านมวลชน กลับมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามความคาดหมาย นปช.และมวลชนคนเสื้อแดงได้ชัยชนะ ทั้งยังทำให้นายกรัฐมนตรี อดีตนักเรียนอังกฤษ ที่เคยหมดจด ได้ถูกบันทึกว่า “มือเปื้อนเลือด”

รัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของน้องสาวคนเล็ก ตระกูลชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศ ด้วยการสนับสนุนของมวลชนคนเสื้อแดง

“ดีเอสไอ” ในช่วงที่อยู่กับ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ได้ตั้งข้อหารุนแรงกับแกนนำนปช.เสื้อแดง

แต่เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนขั้ว “ดีเอสไอ” ก็สนองการทำงานของรัฐบาลใหม่ทันที นั่นคือการตั้งข้อกล่าวหา นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ด้วยข้อหาฆ่าคนตาย นับเป็นช่วงโอกาสที่สถานการณ์ทางการเมืองร้อนขึ้นมาอีกครั้ง

ทั้งแกนนำ นปช.ผู้ชุมนุม และแกนนำรัฐบาลอภิสิทธิ์ ล้วนแต่ถูกตั้งข้อหาที่รุนแรงทั้งสองฝ่าย ที่อาจมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ไม่เว้นแม้แต่ “อธิบดี ดีเอสไอ” ยังถูกยื่นฟ้อง ให้ศาลชี้ขาด ถึงการใช้อำนาจที่เกินหน้าที่

ไม่ว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นหรือไม่ ทุกฝ่ายถูกตรวจสอบ โดยไม่อาจละเว้น ที่สำคัญความถูกต้องและความผิด ไม่สามารถปรองดองกันได้

เราเห็นว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย เกิดจากความสับสนจากความเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในระดับที่ถูกเรียกว่า “รากหญ้า” ซึ่งเดิมไม่เคยเข้ามามีบทบาททางการเมือง ก็ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญ

ประชาชนถูกปลุกขึ้นมาให้รู้จักใช้สิทธิ จะด้วยการชี้นำด้วยฝ่ายใด หรือมีความเชื่อศรัทธาในฝ่ายใด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนเหล่านั้นได้ตื่นขึ้นมาแล้วแน่นอน

ไม่ว่าข้างใด ไม่มีใครสามารถชี้นำใครได้ตลอดไป วันหนึ่ง ประชาชนก็จะหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง ประชาธิปไตย ก็จะเดินไปด้วยความต้องการของมวลชนที่คิดเองเป็น