Get Adobe Flash player

รัฐบาลกับเงินกู้มหาศาล

Font Size:

นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.การคลัง เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่ศาลฯ วินิจฉัยให้รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555

 

หลังจากที่ได้ติดตามพบว่ารัฐบาลไม่มีแผนใช้จ่ายเงินกู้ และไม่ปรากฏโครงการจัดการน้ำ จนถึงวันนี้ มีการเบิกจ่ายไปเพียงร้อยละ 1 ของยอดเงินกู้ทั้งหมด ทั้งที่ระยะเวลาในการกู้เงินครบ 1 ปีไปแล้ว

ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้ออ้างของรัฐบาลที่ว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน และยังพบว่าเงินที่เบิกจ่ายไปแล้ว มีการเบิกจ่ายในส่วนอื่นที่ไม่ใช่กระบวนจัดการบริหารน้ำ

รัฐบาลยังมีแผนการที่จะกู้เงินอีกก้อนใหญ่ วงเงินสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท ทั้งที่โครงการบริหารจัดการน้ำที่ กู้เงินนอกระบบงบประมาณขาดประสิทธิภาพ จึงเห็นว่ารัฐบาลกำลังมีเจตนาที่จะนำเงินมหาศาล ไปใช้ในกิจการโดยมิชอบที่ไม่มีผู้ใดสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะขัดต่อหลักวินัยการเงิน

เช่นเดียวกับที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็มองเห็นว่า เงินกู้ในโครงการป้องกันน้ำท่วมที่ผ่านมา การขอกู้ 3.5 แสนล้านที่บอกว่าเร่งด่วนนั้น แต่เวลาเอาจริงกลับยังไม่มีความชัดเจน และยังตั้งข้อสังเกตที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความมั่นใจว่าจะเดินหน้ากู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท และมั่นใจว่ายอดหนี้จะไม่เกิน 50% ของจีดีพีประเทศ ไม่เข้าใจทำไมนายกฯ ถึงบอกว่าหนี้จะไม่เกิน 50% เพราะหากบวกหนี้ที่กู้เพิ่ม 2.2 ล้านล้านบาทเข้าไปก็จะเกิน 50% ทันที

นายอภิสิทธิ์ เห็นว่าหลายโครงการไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้ สามารถให้เอกชนมาร่วมลงทุนได้ หรือใช้ระบบงบประมาณมาดูแลเรื่องการเงินได้ การที่รัฐบาลคิดกู้เงินก้อนใหญ่ ก็เพื่อหลบเลี่ยงกระบวนการงบประมาณ จะเป็นอันตรายในเรื่องวินัยทางการเงิน

เรามองว่า สำหรับประเด็นการกู้เงินของรัฐบาล ในแต่ละคราว นั่นหมายถึงประเทศ กำลังนำเงินของอนาคตมาใช้จ่าย นั่นหมายถึงการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ ที่ประชาชนและลูกหลานไทยต้องแบกรับภาระ ในขณะที่เสถียรภาพทางการเงินของชาติก็อยู่ในความเสี่ยง

ถ้ารัฐบาล นำเงินไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ก็ยังพอทน แต่หากพบว่ารัฐบาลไม่ได้มีแผนอะไรไว้เลย หรือปล่อยให้เงินรั่วใหล มีช่องทางที่จะทำให้เกิดการทุจริต ไม่ฟังเสียงทัดทาน เอาเงินกู้ถมลงใน “ประชานิยม” ก็น่าห่วงใยที่จะทำให้ระบบการเงินของประเทศมีปัญหา โดยเฉพาะรัฐบาลที่ตกอยู่ในความหลงระเริง และบริหารประเทศด้วยความประมาท

การที่ผู้คน องค์กร รวมทั้งฝ่ายค้าน ออกมาแสดงความเห็นหรือคัดค้านบางนโยบาย ใช่ว่าจะเป็นการจ้องล้มรัฐบาลเสมอไป ตรงกันข้ามการออกมาท้วงติง เป็นความห่วงใย เป็นการป้องกันไม่ให้รัฐบาลทำงานพลาด ที่จะต้องส่งผลกระทบต่อบ้านเมืองโดยรวม 

รัฐบาลแม้วันนี้จะสามารถควบคุมกลไกได้หมด แต่ก็ต้องตระหนักว่า ความนิยมของประชาชนต่างหากที่จะเป็นตัวกำหนดที่จะรักษาเสถียรภาพ เมื่อมีความนิยมได้ ก็เสื่อมได้ ถ้าหากรัฐบาลมองข้ามสิ่งที่มีความละเอียดอ่อน

ช่วงที่รัฐบาลได้รับความนิยม ทำอะไรก็จะดูดีไปหมด ทำไม่ดีก็ถูกมองข้ามไป แต่หากเมื่อใดเกิดปัญหาเกี่ยวกับศรัทธา ต่อให้ทำดี ก็จะไม่ได้รับการไว้วางใจ

เมื่อสัปดาห์ก่อนองค์กรต่อต้านคอรัปชั่นประเทศไทย ได้ประกาศพันธกิจ เกาะติดโครงการคอรัปชั่น ติดตามเงินงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เช่น โครงการรับจำนำข้าวและพืชผลทางการเกษตร, โครงการเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท, โครงการเงินกู้ 3 แสน 5 หมื่นล้านบาทเพื่อป้องกันน้ำท่วม

องค์กรนี้ ไม่ได้เป็นกลุ่มนิยมความรุนแรง แต่เป็นอีกภาคส่วนของความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศ เราหวังที่จะเห็นพลังการตรวจสอบที่เข้มแข็ง และมีเครือข่ายหลายๆ ทาง เพราะนั่นหมายถึงการพิทักษ์ปกป้องชาติประชาชน ให้รอดพ้นจากกลโกงทั้งมวล.