Get Adobe Flash player

ปัญหาชายแดนภาคใต้

Font Size:

ข่าวกลุ่มก่อเหตุหลายสิบคน พร้อมอาวุธสงครามครบมือ บุกโจมตีฐานปฏิบัติการทหาร หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน 32 บ้านยือลอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส มีการตัดต้นไม้ขวางถนนและโปรยตะปูเรือใบ วางระเบิดแสวงเครื่องเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าสนับสนุน เมื่อกลางดึกวันวาเลนไทน์

 

เป้าหมายการซุ่มโจมตี หมายจะฆ่าทหารให้ตายหมด พร้อมกับการปล้นอาวุธ เหมือนกับที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ปล้นปืน จากกองพันที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสฯ หรือ "ค่ายปิเหล็ง" อำเภอเจาะไอร้อง มีทหารเสียชีวิต 4 นาย ปล้นปืนไป 413 กระบอก ถูกนำไปใช้ก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัด

ถัดมาอีก 15 วัน ผู้ก่อเหตุ 40 คน ได้เข้าโจมตี "ฐานพระองค์ดำ" อำเภอระแงะ มีทหารเสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บ 13 นาย ปล้นปืนไป 60 กระบอกและกระสุนกว่า 5,000 นัด ฯลฯ

แต่ครั้งหลังสุด ทหารได้เตรียมการตั้งรับไว้พร้อม ทันทีที่ถูกโจมตี ฝ่ายทหารปักหลักสู้ กลุ่มผู้ก่อเหตุเสียชีวิตคาที่ถึง 16 คน จึงกลายเป็นผู้สูญเสียอย่างยับเยิน และคาดว่ายังมีผู้บาดเจ็บ จนถึงเจ็บสาหัส หลบหนีไปได้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งฝ่ายทหารกำลังส่งทีมไล่ล่า และจับตัวได้จำนวนหนึ่ง

จากเด็กน้อยผู้บริสุทธิในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกผู้ใหญ่ ยุยงให้เกลียดชังซีแย หรือ “สยาม” มีการปลูกฝังให้เชื่อว่าดินแดนแถบนี้เดิมเป็นของคนมลายู  แต่ถูกรัฐสยามยึดครอง  จึงเป็นข้อบังคับที่ คนท้องถิ่น จะต้องต่อสู้  ทำแผ่นดินนี้เป็นดินแดนแห่งสงคราม   

ผู้สอนจะเน้น ความรุ่งเรืองของอาณาจักรปาตานีในอดีต ว่าเป็นศูนย์กลางของศาสนา และเป็นเมืองท่าที่อุดมสมบูรณ์ ตอกย้ำให้เชื่อว่า สยามมาทำลายและกลืนวัฒนธรรม

มีสถานที่บ่มเพาะเยาวชนให้ก่อเหตุรุนแรง ฝึกเยาวชน ตั้งแต่ให้ขโมยของในร้านของคนไทยพุทธ  ฝึกความกล้าด้วยการโปรยตะปูเรือใบ ป้ายสีบนป้ายถนน  

ล้างสมองให้เชื่อว่าคนไทยพุทธเป็นผู้อพยพมา อยู่ในดินแดนของคนมลายู อ้างคำตัดสินว่า คนพุทธหรือคนจีน ฆ่าได้  พวกเขาไม่ศรัทธาในพระเจ้า การฆ่าพวกเขาไม่ผิด  จึงต้องเผาบ้านคนพุทธ โจมตีคนพุทธ เพื่อให้หวาดกลัวและย้ายออกไปจากดินแดนปาตานี  ส่วนมูนาฟิก หรือคนมุสลิมที่ให้ความร่วมมือช่วยเหลือรัฐก็ “ฆ่าได้”

แต่การก่อเหตุฆ่าผู้บริสุทธิที่อ่อนแอแบบไม่เลือกหน้า ขาดมนุษยธรรม โหดเหี้ยมเกินไป ไม่ได้รับการตอบรับจากมวลชน แม้เป็นชนชาติเดียวกัน การมุ่งเข่นฆ่าโดยไม่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของโลก ยิ่งทำให้การต่อสู้ เข้าไปสู่มุมอับที่ดำมืด

“การญิฮาดไม่ว่าจะอยู่ในดินแดนประเภทใดก็ตาม  นักรบไม่สามารถฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้” นี่คือความถูกต้อง

การเกิดระเบิดในบ้านเมืองหลายๆ แห่ง แม้มีคนตาย แต่ไม่ได้ทำให้จำนวนประชากรลดน้อยลง ตรงกันข้าม วิทยาการสมัยใหม่ อย่างเช่นการสืบค้นจากดีเอ็นเอ ทำให้พิสูจน์ รู้ว่าใคร กี่คนเป็นคนลงมือ ทำมาแล้วกี่ครั้ง ที่ไหนบ้าง ในที่สุดผู้ก่อเหตุ ก็ดิ้นไม่หลุด (นอกจากผู้สั่งการใหญ่ที่ไม่ตาย แต่ให้เด็กรุ่นหลังมาตายแทน)

ฆ่าชาวบ้าน ฆ่าพระ หรือฆ่าข้าราชการ เป็นความสูญเสียก็จริง แต่ก็ทำให้เกิดแรงสะท้อนกลับที่แรงกว่า ที่สุดแล้วผู้ก่อเหตุ ก็หนีไม่พ้นการสืบค้นด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรืออาจจะต้องหนีไปตลอดชีวิต

ในแง่ของผู้ก่อเหตุ จะอ้างสิทธิในดินแดน อ้างสิทธิในความเป็นชนเผ่า ต้องการแยกประเทศ ด้วยการไล่ฆ่าชนเผ่าที่เป็นคนส่วนใหญ่ ไล่ฆ่าคนที่ทำงานให้รัฐ เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ต่อต้าน ในแง่ของประเทศก็ไม่มีใครยอมที่จะยกดินแดนให้ใครง่ายๆ การจะอ้างว่า สามจังหวัดเคยเป็นของมลายู แต่ถ้าอ้างบ้างว่า ก่อนหน้านั้น ดินแดนตรงนี้เป็นดินแดนพุทธศาสนา ภายใต้อาณาจักรศรีวิชัย เคยเป็นฮินดู ก็อ้างได้เช่นกัน

การสู้รบอาจยืดเยื้อ อาจมีวิธีฆ่าแบบอื่นที่รุนแรงกว่า แต่ในระยะยาว โลกใบนี้จะไม่ได้ชัยชนะกันด้วยการเข่นฆ่า รบพุ่ง ล้างแค้น หรือการขุดถนนเพื่อทำระเบิด ยิ่งสู้นานไป ก็จะยิ่งแพ้

เพราะโลกใบใหม่ เป็นการแข่งขันในโลกของการเรียนรู้ ของผู้คนที่มีการศึกษา ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าทุกวันไม่หยุดยั้ง  และคนกลุ่มใหม่เหล่านี้ ไม่แยกว่าเผ่าใด แต่จะเป็นผู้ครองโลก.