Get Adobe Flash player

สงครามประกาศอิสรภาพของชาวอเมริกัน โดย วลัยพรรณ เกษทอง

Font Size:

กลับมาเจอกันหลังวันหยุดยาว Memorial Day กับท่านผู้อ่าน หวังว่าท่านผู้อ่านคงได้ใช้เวลาหยุดนี้กับครอบครัวและเพื่อนฝูงตามอัธยาศัยนะคะ ส่วนตัวผู้เขียนได้เป็นตัวแทนของสมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ไปร่วมงานกีฬาประเพณีที่ปีนี้สมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคเหนือเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น สนุกสนานกันจนตัวคล้ำ ได้เล่นทั้งกีฬาแชร์บอลซึ่งไม่ได้เล่นมานานตั้งแต่ชั้นประถมแล้ว และก็ได้แต่งชุดสวยแบบที่ไม่เคยแต่งมาร่วมขบวนพาเหรด ถือว่าได้รับความสนุกสนานในช่วงวันหยุดกับพี่น้องชาวไทยในรัฐแคลิฟอร์เนียไปอีกแบบค่ะ กลับมาเคลียร์งานเสร็จก็ต้องรีบมาปั่นต้นฉบับตามสัญญากับท่านผู้อ่านในฉบับก่อนว่าจะมาเล่าเรื่องสงครามประกาศอิสรภาพของชนชาวอเมริกากันในฉบับนี้ เนื่องจากเรื่องนี้มีตัวละครเยอะมาก เหมือนกับพวกประวัติศาตร์ทั่ว ๆ ไปนี่แหละ ดังนั้นผู้เขียนจึงขอจะเล่าแต่เพียงคร่าว ๆ ในจุดที่น่าสนใจพอให้รู้ที่มาที่ไปเท่านั้นนะคะ ถ้าใครสนใจอยากได้ข้อมูลละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถไปหาอ่านได้จากเอกสารอ้างอิงข้างท้าย หรือไปหาเอาในอินเตอร์เนตก็ได้ค่ะ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาขอเล่าเรื่องเลยแล้วกันค่ะ

สงครามประกาศอิสรภาพของชาวอเมริกันหรือที่เรียกกันว่า American Revolutionary War  เกิดขึ้นในช่วงปีคศ. 1775 ถึงปี ค.ศ.1783 เป็นสงครามที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งของรัฐบาลจากจักรวรรดิ์อังกฤษและประชาชนที่อาศัยอยู่ในอาณานิคมของอังกฤษ 13 แห่งในดินแดนที่เป็นประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ซึ่งผลท้ายที่สุดทำให้เกิดการประกาศอิสรภาพและตั้งตัวเองขึ้นเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีอิสระไม่ขึ้นต่อรัฐบาลอังกฤษอีกต่อไป น้ำผึ้งหยดเดียวที่เป็นตัวจุดชนวนก็คือเรื่องการจัดเก็บภาษีซึ่งประชาชนคิดว่ามีความไม่เป็นธรรม จนเกิดมีการประท้วงขึ้นอย่างเนือง ๆ และนำไปสู่การประกาศอิสรภาพค่ะ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าอังกฤษจัดเก็บภาษีกันยังไงถึงขนาดที่ทำให้เกิดคนลุกฮือขึ้น เรื่องของเรื่องก็คือในสมัยก่อนอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นชาติที่มีขุมกำลังทางการทหารและตั้งตัวเป็นนักล่าอาณานิคมเดินทางไปยังดินแดนหลาย ๆ แห่งในโลก อย่างที่พวกเราก็รู้กันอยู่ว่าในดินแดนแถวเมืองไทยใกล้บ้านเราก็เคยเป็นอาณานิคมเมืองขึ้นของประเทศเหล่านี้มาก่อนเช่นกัน ในดินแดนที่เป็นประเทศอเมริกาปัจจุบัน ซึ่งดั้งเดิมมีชนเผ่าอินเดียนแดงอาศัยอยู่ ก็ได้ถูกประเทศเหล่านี้รุกรานและยึดล่าเป็นเมืองอาณานิคมแบ่ง ๆ กันไป โดยทางตอนเหนือฝรั่งเศสก็ได้บริเวณที่เป็นประเทศแคนาดา จะสังเกตว่าคนแคนาดาในปัจจุบันยังสามารถพูดภาษาฝรั่งเศสได้เป็นภาษาที่สองรองจากภาษาหลัก ก็เพราะเคยเป็นอาณานิคมฝรั่งเศสนี่เอง ส่วนบริเวณที่อยู่มาทางมหาสมุทรแอตแลนติกที่เรียกว่า นิวอิงแลนด์ (ผู้อ่านสามารถหาความหมายของนิวอิงแลนด์ได้จากฉบับที่แล้ว) ก็เป็นของอังกฤษ ในทวีปอเมริกาทางตอนเหนือมีสงครามระยะยาวระหว่างสองชาติ ที่เรียกว่า สงคราม 7 ปี (Seven Years' War) หรือ สงครามระหว่างฝรั่งเศสและอินเดียน (French and Indian War) เมื่อเสร็จสิ้นสงครามในปี ค.ศ. 1763 ถึงแม้อังกฤษจะชนะสงครามแต่ก็เป็นหนี้สินจำนวนมาก เพราะไปหยิบยืมมาเป็นค่าใช้จ่ายในการสงคราม ทำให้รัฐบาลอังกฤษเกิดไอเดียว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมาเก็บภาษีกับอาณานิคมทั้ง 13 แห่งกันอย่างเป็นจริงจังเพื่อนำไปใช้หนี้สินเหล่านั้น ทำให้ชาวเมืองที่อาศัยอยู่ในอาณานิคมไม่พอใจ เพราะคิดว่าไอเดียนี้ไม่ได้เกิดจากการโหวตของตัวแทนของตนเองในรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลอังกฤษไม่มีอำนาจมาสั่ง จึงทำให้เกิดการประท้วงหลายอย่าง เช่น ประท้วงไม่ใช้สินค้าจากอังกฤษ ซึ่งสินค้าหลัก ๆ ที่ส่งมาก็คือใบชา และเกิดการยึดเรือขนส่งชาที่มาจากประเทศอังกฤษตามที่เล่าไว้ข้างต้น

เพราะการทำลายเรือขนใบชาอังกฤษที่เมืองบอสตัน ในวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1773 ทำให้รัฐบาลอังกฤษประกาศปิดท่าเรือและยุบรัฐบาลท้องถิ่นของอาณานิคมรัฐแมซซาชูเสต ฝ่ายประท้วงก็ตอบโต้โดยตั้งรัฐบาลเงานอกเขตเพื่อควบคุมอาณาบริเวณนอกเมืองบอสตัน ซึ่งรัฐบาลของแมซซาชูเสตก็ได้รับการสนับสนุนจากอีก 12 อาณานิคมที่เหลือ โดยจัดตั้งสภาคองเกรสมาเป็นตัวแทนของทั้ง 13 อาณานิคม เพื่อเป็นที่รวมรวมคณะกรรมการตัวแทนจากอาณานิคมต่าง ๆ และจัดการประชุมเพื่อยึดอำนาจ ในเดือนเมษายนปี ค.ศ. 1775 มีการสู้รบในเมืองเลคซิงตันและเมืองคองคอร์ดใกล้กับเมืองบอสตัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มการปะทะกำลังพลของราชอาณาจักรอังกฤษและอาณานิคมทั้ง 13 แห่ง สภาคองเกรสก็ได้แต่งตั้ง นายพลจอร์ช วอชิงตัน (คนเดียวกับที่เป็นประธานาธิบดีคนแรกผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา) ขึ้นเป็นผู้นำหน่วยทหารไปรบกับอังกฤษที่เมืองบอสตัน ทำให้ทหารอังกฤษต้องถอยร่นออกไปจากเมืองในเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 1776 หลังจากชัยชนะสภาคองเกรสซึ่งเป็นผู้ที่กำหนดทิศทางการรบในสงครามก็ได้เพิ่มอำนาจนายพลจอร์ชเป็นให้เป็นผู้นำกองกำลังของอาณานิคม คุมพลเหนือทุกกรมกองในทุกรัฐ

ในวันที่ 2 กรกฏาคม ปี ค.ศ. 1776 สภาคองเกรสก็ได้มีการโหวตให้ประกาศอิสรภาพและได้ร่างประกาศอิสรภาพ (The Declaration of Independence) ขึ้นในวันที่ 4 กรกฏาคม อย่างไรก็ตามร่างประกาศอิสรภาพนี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้มีผลบังคับจนกระทั่งมีการลงนามครั้งแรกโดยรัฐเดลาแวร์ (Delaware) ในวันที่ 2 สิงหาคมปี ค.ศ. 1776 ซึ่งระหว่างช่วงที่ยังไม่ได้มีการลงนาม อังกฤษก็ไม่อยู่เฉย ยังมีความพยายามจะยับยั้งการประกาศตั้งตัวเป็นอิสระของเหล่าชาวอาณานิคม ยังส่งกองกำลังทหารมาโจมตีสู้รบกับกองกำลังอาณานิคมอยู่เนือง ๆ ซึ่งก็เป็นงานหนักแสดงฝีมือของนายพลจอร์ช วอชิงตัน ที่จะต้องนำพลไปต่อสู้กับกองกำลังอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ ในงานนี้เหล่านักรบจากอาณานิคมไม่ได้มาสู้คนเดียว แต่ได้รับการสนับสนุนอาวุธ ลูกกระสุนและยุทโธปกรณ์ทางการรบจากฝรั่งเศสและสเปนมาตลอด

เมื่ออังกฤษแพ้สงครามแย่งอาณานิคมในรัฐทางตอนเหนือในปี ค.ศ.  1778 ก็ได้เปลี่ยนยุทธวิธีมาควบคุมรัฐทางตอนใต้แทน โดยมาควบคุมรัฐจอร์เจียในปี ค.ศ. 1779 และรัฐเซาท์แคโลไรนาในปี ค.ศ. 1780 แทน แต่เพราะคนที่สนับสนุนกองทัพจากจักรวรรดิ์อังกฤษไม่ได้มีจำนวนมาก ทำให้ในปี ค.ศ. 1781 กองกำลังอังกฤษได้ถอยร่นลงมาจากรัฐเวอร์จิเนียและตั้งพลอยู่ที่เมืองยอร์คทาวน์ (Yorktown) มาปะทะกับกองเรือของฝรั่งเศส และกองกำลังผสมระหว่างฝรั่งเศสและอเมริกัน (ที่มีจอร์ช วอชิงตัน เป็นผู้นำ) ซึ่งกองกำลังผสมเป็นฝ่ายชนะและจับทหารอังกฤษได้มากกว่า 8,000 คนการพ่ายแพ้ของกองกำลังที่เมืองยอร์คทาวน์ ทำให้สภาอังกฤษตัดสินใจเข้าร่วมสงคราม แต่สุดท้ายสู้กันได้ไม่นานสภาอังกฤษก็โหวตให้ยุติการสงครามต่อสู้ในอเมริกาเหนือในปี ค.ศ. 1782 ในขณะที่รัฐบาลของประเทศฝรั่งเศสได้ประกาศให้อำนาจของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเหนือดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศส  ในบริเวณที่เป็นประเทศแคนาดาจนถึงดินแดนทางตอนเหนือ บริเวณรัฐฟลอริด้าจนถึงดินแดนทางใต้ บริเวณแม่น้ำมิซซิสซิปปี้จนถึงทางตะวันตก เช่นกัน โดยที่สเปนก็ได้ยึดเอาอาณานิคมของฟลอริด้าจากอังกฤษไป

งานนี้ฝรั่งเศสร่วมกับอเมริกาชนะสงคราม ได้แก้แค้นอังกฤษสำเร็จ ได้ความสะใจแต่ได้สภาพหนี้ท่วมเหมือนดังที่อังกฤษเคยเจอ ก็ไม่รู้ว่าคุ้มหรือเปล่านะคะท่านผู้อ่าน ฟังดูเอ๊ะคุ้น ๆ เหมือนกับที่ลุงแซมกับกำลังเจออยู่นี่เลย ตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามกับตาลีบันในอัฟกานิสสถาน สงครามกับผู้ก่อการร้ายที่เริ่มมีมาตั้งแต่ 2001 ยังไม่นับสงครามย่อย ๆ ที่ลุงแซมเป็นสปอนเซอร์ให้ชาติอื่น ๆ อีก ซึ่งก็อย่างที่รู้กันว่าเงินที่เอาไปใช้ในการทำสงครามก็มาจากเงินภาษีของชาวประชาชนในประเทศกันทั้งนั้น ยังดีที่สมัยนี้จะขึ้นภาษีอะไรก็ต้องผ่านสภาคองเกรส ซึ่งคนที่อยู่ในสภาก็มาจากการเลือกตั้งของคนในประเทศ ก็เลยยังไม่มีการประท้วง รบพุ่งกันแบบอย่างก่อน ก็อย่างว่าเลือกไปเองนะคะ ถ้าเค้าไม่รักษาผลประโยชน์ให้คนที่เลือกก็ไม่รู้จะโทษใคร ไม่เหมือนกับสมัยนั้นที่รัฐบาลจากจักรวรรดิ์อังกฤษซึ่งไม่ได้เป็นตัวแทนแต่ถูกส่งมาปกครองจู่ ๆ เป็นใครไม่รู้จะมาจัดเก็บภาษี ชาวมะกันไหนจะยอมได้ใช่ไม๊คะ

จากที่เล่ามายาวยืดจะเห็นได้ว่าชาวอเมริกันชนรักความเป็นอิสระเสรีและความเสมอภาคในความเป็นประชาธิปไตยมา 200กว่าปีแล้ว เรียกว่าก่อนจะสร้างชาติเลยก็ได้ ซึ่งก็ไม่แปลกที่การมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองของชาวอเมริกันจะเป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งในปลายปีนี้พวกชาวเมืองลุงแซมก็จะได้เลือกประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศกันหลังจากที่เราได้มีประธานาธิบดีผิวสีคนแรกคือ บารัค โอบามา มาถึง 8 ปี ซึ่งก่อนจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในปลายปี จะมีการเลือกตั้งตัวแทนของพรรคใหญ่สองพรรคคือ พรรคเดโมแครตและพรรคริพับลิกันสำหรับชาวรัฐแคลิฟอร์เนียในวันที่ 7 มิถุนยายนนี้นะคะ ใครเป็นผู้สนับสนุนพรรคไหนก็อย่านอนหลับทับสิทธิ์ไปช่วยโหวตให้คนที่คุณชอบกันได้ การลงทะเบียนเข้าไปโหวตก็ไม่ยากค่ะสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ หลักฐานเอกสารก็คือใบขับขี่หรือไอดี แต่สิทธิ์นี้จำกัดแต่ผู้มีสถานะเป็นพลเมืองหรือซิติเซ่นเท่านั้นนะคะ

เล่าเรื่องประวัติศาสตร์มาสามฉบับแล้ว ไหน ๆ ก็เกริ่นเรื่องภาษีไปแล้ว หนหน้าผู้เขียนจะมาเล่าเรื่องระบบภาษีที่น่าปวดหัว และปวดใจเวลาที่ต้องจ่าย ให้กับท่านผู้อ่านได้ฟังในฉบับหน้าค่ะ ยังไงรอติดตามกันนะคะ

 

อ้างอิง:    https://en.wikipedia.org/wiki/American_Revolutionary_War

https://en.wikipedia.org/wiki/Seven_Years%27_War