Get Adobe Flash player

ระบบภาษีในเมืองลุงแซม โดย วลัยพรรณ เกษทอง

Font Size:

 

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน ได้ไปร่วมลุ้นกับตัวแทนของสองพรรคใหญ่กันหรือเปล่าคะ ตอนนี้ค่อนข้างเป็นที่แน่นอนแล้วว่าตัวแทนของพรรคเดโมแครตคือ ฮิลลารี่ คลินตัน และพรรครีพับลิกันก็คือ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีนโยบายแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ต่อจากนี้ก็คงจะมีการออกมาแถลงนโยบายโต้กันออกจอทีวีให้ประชาชนฟังเพื่อจะได้เก็บเสียงเลือกตั้งในปลายปีนี้ การเลือกตั้งประธานาธิบดีก็จะมีใน วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน 2559  ก็อยากให้ผู้ที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งไปใช้สิทธิ์นะคะ เพราะผู้นำคนใหม่นี้จะมีผลต่อนโยบายสาธารณะหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการสุขภาพ นโยบายการค้าขาย การเงิน การคลัง และที่สำคัญคือเรื่องของภาษีที่จะมีผลกระทบกับพวกเราทุกหย่อมหญ้าค่ะ

วันนี้อย่างที่เกริ่นไว้ในคราวที่แล้ว ผู้เขียนจะขอพูดถึงเรื่องของระบบภาษี ต้องขอออกตัวก่อนนะคะว่าผู้เขียนไม่ได้เป็นที่ปรึกษาหรือรับทำเกี่ยวกับภาษี เพียงแต่พอมีความรู้บ้างจากที่เรียนมาและงานที่ทำ และบทความนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้คำแนะนำในด้านภาษีนะคะ เรื่องของภาษีเป็นเรื่องจำเพาะส่วนบุคคล และมีรายละเอียดยุ่งยากเปลี่ยนแปลงไปตามกฏหมายภาษี หากว่าท่านผู้อ่านมีข้อสงสัยต้องการคำแนะนำควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางภาษี เช่น ผู้ทำบัญชีที่ได้รับการรับรอง (Certified Public Accountant) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า CPA ทนายทางด้านภาษี (tax attorney) หรือปรึกษาผู้ที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลให้สามารถให้คำแนะนำทางภาษีได้จะเรียกง่าย ๆ คือผ่านการเรียนวิชาความรู้ต่าง ๆ จนสอบใบไลเซ่นได้น่ะค่ะ เพราะหากปรึกษาผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญ หรือใช้ผู้ไม่ได้เชี่ยวชาญจริงทำการส่งแบบภาษีให้ท่าน ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบก็คือท่านผู้อ่านนะคะ หาใช่ผู้ที่แนะนำหรือผู้ยื่นภาษีให้ท่าน

ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีระบบภาษีที่ยิบย่อยอย่างมาก เป็นประเทศแบบมลรัฐที่มีรัฐบาลกลางและรัฐบาลของมลรัฐ เพราะฉะนั้นจึงมีการเก็บภาษีทั้งสองระดับ ซึ่งภาษีที่เรารู้จักกันดีได้แก่ ภาษีเงินได้ (income tax) ภาษีที่หักจากค่าจ้าง(Payroll) ภาษีที่ดิน (property) ภาษีการซื้อขาย (sales) ภาษีเงินได้จากการลงทุน (capital gains) ภาษีเงินได้จากเงินปันผล (dividends) ภาษีการนำเข้าสินค้า (imports) ภาษีมรดกและการถ่ายโอนสินทรัพย์ (estates and gifts) รวมทั้งค่าไลเซ่นค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่รัฐบาลเก็บจากประชาชนอีก อ่านมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งเหนื่อยกันนะคะ ที่ภาษีมันเยอะก็เพราะว่าภาษีเป็นรายได้หลักของรัฐบาลที่จะเอาไปใช้จ่ายในการดูแลประชาชน ไม่ว่าเป็นถนนหนทาง ระบบความปลอดภัย การศึกษา รัฐบาลต้องใช้เงินมากก็ต้องเก็บภาษีมากค่ะ ดังนั้นการเสียภาษีจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำตามกฏหมายหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่าสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ความตายและภาษี ใช่ค่ะจะเป็นชาวเมืองลุงแซมก็ต้องทำใจที่จะต้องเสียภาษีตามกฏหมายของเค้านะคะ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะต้องเสียมากเสมอไป ลุงแซมก็ให้โอกาสลดหย่อนภาษีได้เยอะอยู่ ไว้จะมาเล่าให้ฟังกันต่อไปว่าจะมีอะไรพอมาให้ลดหย่อน ประหยัดเงินภาษีไว้ไปเป็นค่าขนมกันได้บ้างค่ะ

ผู้ที่ต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลก็มีทั้งคนทำงานอย่างพวกเราที่เรียกว่า บุคคลธรรมดา ธุรกิจที่มีการจดทะเบียน กองมรดก ทรัสต์ หรือองค์กรที่มีการจัดตั้งเป็นรูปแบบตามกฏหมาย ทุกกลุ่มมีอัตราภาษีที่แตกต่างกันแล้วแต่ปัจจัยที่ยิบย่อย รายได้จากการเก็บภาษีของรัฐบาลส่วนใหญ่มาจากรายได้ของบุคคลธรรมดาและจากภาษีของลูกจ้าง ภาษีภาคธุรกิจจะมีจำนวนน้อย เพราะส่วนใหญ่บริษัทที่ต้องเสียภาษีในระดับภาคธุรกิจมีไม่มาก (พวกที่เป็น C-Corporation) ธุรกิจส่วนใหญ่เสียภาษีที่ระดับของเจ้าของกิจการหรือหุ้นส่วน ธุรกิจสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในธุรกิจมาหักลดหย่อนการเสียภาษีได้มากกว่าบุคคลธรรมดา และบริษัทใหญ่ ๆ ก็มีการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษาในการจัดตั้งรูปแบบบริษัท ในการทำแบบแผนการใช้จ่าย การประกอบการ ทำให้สามารถประหยัดค่าภาษีปีนึงไปได้มากกว่าบุคคลธรรมดาเยอะเลยค่ะ

จากข้อมูลของหน่วยงานชื่อ Economic Co-operation and Development หรือ OECD ซึ่งได้มีการเก็บข้อมูลของประเทศสมาชิก 34 ประเทศไว้ทุกปีและนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกัน ในปี 2014 ชาวเมืองลุงแซมควรจะดีใจเพราะเราถือว่าเสียภาษีต่ำในกลุ่มที่มีระดับภาษีต่ำ มีเพียงประเทศเม็กซิโก ชิลีและเกาหลีใต้ที่มีการเก็บภาษีต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาเท่านั้น  สหรัฐอเมริกามีรายได้จากภาษี 26 เปอร์เซนต์ของดัชนีมวลรวมของประเทศหรือจีดีพี โดยกลุ่มประเทศในยุโรปส่วนใหญ่มีการเก็บภาษีมากกว่า 40 % ของจีดีพี เนื่องจากมีรัฐต้องใช้เงินไปกับระบบสวัสดิการของประชาชนที่มากกว่า โดยประเทศที่มีการเก็บภาษีสูงสุดคือประเทศเดนมาร์ค ซึ่งเก็บภาษีถึง 50.9 เปอร์เซนต์ของจีดีพีทีเดียว และถ้าเทียบกับประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ญี่ปุ่นยังมีการเก็บภาษีมากกว่าอเมริกาเสียอีกคือ 30.3 % อ่านมาถึงตรงนี้ รู้สึกดีขึ้นไม๊คะว่าอย่างน้อยเราก็ยังมีหลายประเทศที่ประชาชนของเขาต้องจ่ายภาษีมากกว่าเรา แต่ก็ไม่แน่นะคะหากว่าเรามีการใช้จ่ายภาครัฐไปกับสวัสดิการทั้งหลายมากขึ้น เราก็อาจจะมีอัตราการเสียภาษีที่มากขึ้นไปใกล้เคียงกับประเทศยุโรปก็ได้ค่ะ มีได้มีเสียนะคะ ก็ต้องเลือกดูเอา

ในบรรดาภาษีสารพัดอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ผู้เขียนขอเริ่มพูดถึงภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นภาษีที่ท่านผู้อ่านทุกคนต้องพบประสบกันแน่นอน จะเสียมากเสียน้อยก็แล้วแต่สถานะของทุกท่าน อัตราภาษีเงินได้ในสหรัฐเป็นแบบอัตราก้าวหน้าค่ะ พูดง่าย ๆ คือใครทำเงินได้มากก็เสียในอัตราที่มากขึ้น อัตราภาษีที่ต้องจ่ายรัฐบาลกลางหรือที่เรียกว่า Federal Tax rate นั้นอยู่ระหว่าง 10 % - 39.6% ของรายได้ที่ถูกนำมาคิดภาษี (taxable income) ส่วนอัตราภาษีของรัฐก็อยู่ระหว่าง 0% - 13.30% ค่ะ หลายรัฐเช่น รัฐอลาสก้า (AK) รัฐเนวาด้า (NV) รัฐเทนเนสซี (TN) รัฐวอชิงตัน (WA) รัฐไวโอมิ่ง (WV) รัฐเซาท์ดาโกต้า (SD) รัฐนิวแฮมเชียร์ (NH) รวมทั้งรัฐฟลอริด้า (FL) ที่ผู้เขียนเคยอยู่เป็นรัฐที่ประชาชนไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ แต่รัฐเหล่านี้ก็มีการเก็บภาษีอื่น ๆ ที่สูงกว่ารัฐอื่นเพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลประชาชนในรัฐ หลายรัฐก็มีอัตราภาษีของรัฐแบบเหมาจ่ายก็มี คือไม่ว่าจะรายได้เท่าไหร่เสียอัตราเดียวกันหมด เช่น รัฐโคโรลาโด (CO) รัฐอิลินอยส์ (IL) รัฐอินเดียน่า (IN) รัฐแมซซาชูเสต (MA) รัฐมิชิแกน (MI) รัฐนอร์ทคาโรไลน่า (NC) รัฐเพนซิลวาเนีย (PA) และรัฐยูท่าห์ (Utah) ส่วนรัฐที่เหลือก็เป็นแบบอัตราก้าวหน้า (รายได้มากเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น) ซึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ผู้เขียนอยู่ตอนนี้ก็มีอัตราภาษีของรัฐอยู่ระหว่าง 1%-12.3% โดยหากใครทำเงินได้มากกว่า 1 ล้านเหรียญจะมีการเก็บเพิ่มอีก 1% ค่ะ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นระบบภาษีและอัตราภาษีถูกกำหนดขึ้นจากแนวคิดของความสามารถในการจ่ายนะคะคือใครทำได้มากก็จ่ายมากกว่า ฟังดูอาจจะไม่ค่อยเป็นธรรมในแนวคิดของหลายคนนะคะ ซึ่งก็อย่างที่บอกค่ะ ประเทศนี้มีหลายแนวคิดกับเรื่องนโนบายภาษี ซึ่งสองพรรคใหญ่เขาก็มีแนวทางชัดเจนนะคะ ใครชอบแนวคิดแบบไหนก็เลือกตัวแทนที่จะไปสนับสนุนแนวคิดในนโยบายที่ให้ประโยชน์กับตนค่ะ

 

นอกเรื่องมาหน่อย หลายคนคงจะสงสัยว่าแล้วใครหละที่ต้องเสียภาษีบ้าง? Forbes ซึ่งเป็นเวบไซด์ที่น่าเชื่อถือได้ทำตารางไว้ให้ดูง่าย ๆ ตามข้อมูลของ IRS ว่ารายได้เท่าไหร่ถึงต้องยื่นแบบแสดงการภาษี ดูได้จากภาพที่นำมาลงได้เลยค่ะ ลองดูรายได้และสถานะของคุณดูนะคะ รายได้ในตารางหมายถึงรายได้ที่นำมาคำนวณภาษี หมายถึงหลังจากหักส่วนลดหย่อนทั้งหมดที่สามารถมีได้ ส่วนสถานะถือตามสถานะทางกฏหมายนะคะ เช่น โสด แต่งงาน หรือเป็นหัวหน้าครอบครัว (head of household) และอายุนี้นับอายุเต็มในวันสุดท้ายของปีภาษีค่ะ

มาถึงตรงนี้พอจะทราบแล้วนะคะว่าใครต้องเสียภาษีบ้าง หากว่าท่านผู้อ่านอยู่ในหมวดที่ต้องเสียภาษีตามตารางดังกล่าวจะต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี (tax return) ประจำปีในวันที่ 15 เมษายนของปีถัดมา ใครที่ยื่นไม่ทันตามเวลาก็สามารถยื่นเรื่องขอขยายเวลายื่นแบบแสดงการเสียภาษีได้แต่จะต้องยื่นก่อนวันที่ 15 มิฉะนั้นหากมีภาษีที่คงค้างยังไม่ได้จ่าย จะต้องโดนปรับทั้งการยื่นภาษีช้าและปรับดอกเบี้ยภาษีที่คงค้างด้วยค่ะ หากท่านเป็นลูกจ้างก็คำนวณดี ๆ นะคะว่าหักภาษีไว้ครบหรือเปล่า มิฉะนั้นหากหักไม่พอก็จะต้องเสียเพิ่มปลายปีตอนยื่นแบบแสดงภาษี หรือหากว่ายื่นขอขยายเวลาการยื่นแล้วหักไม่พอก็จะโดนดอกเบี้ยภาษีที่ค้างอีก ส่วนท่านที่ทำงานส่วนตัวไม่ได้มีนายจ้างที่เราเรียกว่า self-employed ก็ยิ่งต้องคำนวณให้ดี หักจ่ายทุก 3 เดือนก็ได้ก็ดีจะได้ไม่ต้องแบกมาจ่ายตอนปลายปีค่ะ ค่าปรับภาษีคงค้างนี้ IRS คิดแพงอยู่มากเลย โดยทั่วไปดอกเบี้ยจะเริ่มคิดตั้งแต่วันที่ต้องยื่นภาษีจนถึงวันที่จ่ายภาษีครบจนหมด อัตราดอกเบี้ยจะปรับทุกสามเดือนและทบต้นแบบรายวัน ฟังแล้วสยองอยู่เพราะฉะนั้นการติดหนี้ภาษีนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะนอกจากเสียค่าปรับดังกล่าวแล้ว ทาง IRS สามารถมีอำนาจในการยึดสมบัติของเราได้หากเราทำเพิกเฉยไม่จ่ายภาษี โดยประสบการณ์ตรงผู้เขียนเคยมีลูกค้าที่โดน IRS เอาป้ายมาติดที่ธุรกิจเลยค่ะว่า ธุรกิจนี้กำลังจะถูกยึดเป็นของ IRS รวมทั้งหลายคนก็โดนยึดบ้านช่องที่อยู่อาศัยก็มีค่ะ

อ่านมาถึงตรงนี้หากมีใครที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองเสียภาษีถูกต้องหรือเปล่า หรือรู้ตัวว่าไม่ได้เสียภาษีในอดีตก็ไม่ต้องตกใจมากไปนะคะ IRS ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือหากว่าเราไม่เพิกเฉย เขามีหลายโปรแกรม เช่น การผ่อนจ่าย การหักลดหย่อนค่าปรับ หรือบางทีหากเอาแบบฟอร์มการยื่นภาษีในอดีตไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางภาษีตรวจสอบ บางทีอาจจะหาที่หักค่าใช้จ่ายได้เพิ่ม ทำให้เสียภาษีลดลงก็ได้ค่ะ เคยมีลูกค้าคนหนึ่งติดภาษีค้างจ่ายถึง 12 ล้านเหรียญ เมื่อนำไปให้ CPA ตรวจสอบและเจรจากับ IRS กลับลดภาษีค้างจ่ายเหลือเพียง 4 ล้านเหรียญ ดังนั้นขอย้ำอีกครั้งนะคะว่าควรจะใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และได้รับการรับรองจากรัฐบาลเกี่ยวกับความรู้ด้านภาษีเท่านั้นนะคะ เพื่อที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นจะได้ช่วยท่านให้เสียภาษีอย่างถูกต้องและเสียให้น้อยที่สุดตามกฏหมายค่ะ

วันนี้หมดเนื้อที่แล้ว อาทิตย์หน้าจะมาพูดถึงเรื่องภาษีกันต่อค่ะ อย่าเพิ่งเบื่อเสียก่อนนะคะ

 อ้างอิง:           https://en.wikipedia.org/wiki/Taxation_in_the_United_States

http://www.oecd.org/ctp/tax-policy/revenue-statistics-19963726.htm

http://blogs-images.forbes.com/kellyphillipserb/files/2016/01/file.png

https://en.wikipedia.org/wiki/State_income_tax

https://www.irs.gov/publications/p17/ch01.html#en_US_2015_publink1000170407