Get Adobe Flash player

ในหลวงอันเป็นที่รักในความทรงจำของข้าพเจ้า โดย วลัยพรรณ เกษทอง

Font Size:

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน ทุกคนคงจะได้ทราบแล้วว่าในหลวง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ อันเป็นที่รักของพวกเราคนไทยทุกคนได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เวลา 15.52 น. ตามเวลาประเทศไทย ณ โรงพยาบาลศิริราช สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 พรรษา ทรงครองราชสมบัติได้ 70 พรรษา ยังความเศร้าโศกแก่เหล่าพสกนิกรชาวไทยทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งตัวผู้เขียนเอง วันนี้จึงอยากขอเล่าประสบการณ์ที่ตัวผู้เขียนได้มีต่อในหลวงให้ท่านผู้อ่านได้ฟัง โดยจะขอใช้คำแทนตัวผู้เขียนว่าข้าพเจ้า และขอใช้คำสามัญในบางคำ รวมทั้งขอยกเรื่องเกี่ยวกับประกันการเจ็บป่วยระยะยาวไว้ในสัปดาห์หน้าแทนค่ะ

ในหลวงในความทรงจำของข้าพเจ้าเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นที่รักของคนไทย เพราะท่านเป็นกษัตริย์ที่ไม่ถือพระองค์ ครอบครัวของข้าพเจ้ารับราชการมาหลายชั่วอายุคน และได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาในหลายโอกาส ในวัยเด็กคุณปู่เล่าว่าในหลวงท่านเคยขับรถส่วนพระองค์ไปตามท้องถนน โดยที่คนก็ไม่ทราบว่านั่นคือในหลวง เวลาท่านไปเยี่ยมราษฏรในต่างจังหวัด ในถิ่นทุรกันดาร ท่านก็ไม่เคยแสดงท่าที่เหนื่อยล้า เดินนำหน้าเหล่าข้าราชการไปไกล จนบางครั้งเหล่าข้าราชการอาวุโสหลายท่าน (รวมทั้งคุณปู่ของข้าพเจ้า) แทบจะเดินตามไม่ทัน ในหลวงท่านเป็นนักถ่ายภาพ ท่านเป็นนักสำรวจ คนจะเห็นท่านพร้อมกับกล้องยี่ห้อแคนนอ

นแ

และวันนั้นก็มาถึงเมื่อข้าพเจ้าอายุ 11 ปี ในหลวงท่านได้เสด็จมาเปิดหอประชุมของสมาคมธรรมศาสตร์ฯ สาทร ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียนและบ้านของข้าพเจ้า ช่วงบ่ายของวันนั้นข้าพเจ้าและเพื่อนที่โรงเรียนได้รวมตัวกันไปนั่งรอท่านรวมกับประชาชนมากมาย คิดว่าวันนี้แหละจะได้ชมพระบารมีของท่านใกล้ ๆ ซักครั้งหนึ่งในชีวิต ในยามบ่ายแม้อากาศจะร้อน แต่พวกเราก็ไม่ย่อท้อ เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ แต่เมื่อรถคันใหญ่มาจอดหน้าตึกสมาคมฯ ความรู้สึกเหมือนฟ้าสว่างสดใส พวกเราก็ได้เห็นในหลวงของเราทรงพระราชดำเนินออกมาจากรถ ท่านเหมือนกับในหลวงที่ได้เห็นในทีวี ท่านได้เสด็จลงมาโบกพระหัตถ์ให้กับพสกนิกรของท่านที่มารอกันจำนวนมากก่อนที่จะทรงพระดำเนินเข้าไปในหอประชุมฯ แม้จะเป็นระยะเวลาอันสั้น แต่ภาพนั้นไม่เคยลบเลือนและยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำของเด็กน้อยวัย 11 ปี จึงทำให้คิดว่าอยากจะได้พบกับท่านอีกสักครั้งละแผนที่ในมือตามรูปของท่านในที่ต่าง ๆ เสมอ รวมทั้งท่านก็เป็นนักดนตรีแจ๊สด้วย ท่านจะมีกลุ่มที่ฝึกซ้อมเล่นดนตรีกันอยู่ประจำในวัง รวมทั้งกลุ่มที่สื่อสารคุยกันทางคลื่นวิทยุ ด้วยเหตุเหล่านี้ ในหลวงในความทรงจำของข้าพเจ้าจึงเป็นกษัตริย์ที่ทรงทันสมัยมากและหวังว่าอยากจะพบท่านสักครั้งในวันชีวิต

วันนั้นกลับไปเล่าเรื่องได้พบในหลวงให้คุณย่าฟัง คุณย่าของข้าพเจ้าบอกว่าถ้าอยากจะพบในหลวงอีกต้องสอบเข้าจุฬาฯ ให้ได้ เพราะ

 

ในหลวงจะมาแจกใบปริญญาบัตรให้กับนิสิตที่จบการศึกษาด้วยตัวเอง ข้าพเจ้าจึงตั้งมั่นว่าชีวิตนี้จะต้องเข้าจุฬาฯ ให้ได้และก็ทำได้สำเร็จ ข้าพเจ้าได้เป็นนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของในหลวงเมื่อปี 2536 ในวันนั้นเป็นวันที่ข้าพเจ้าตื่นเต้นมาก แม้จะมีการซ้อมเดินในพิธีฯ มาถึงสองหนแต่ก็ยังไม่หายตื่นเต้น วันนั้นมีคนรับปริญญาบัตรจำนวนมากเป็นพัน ๆ คน คนแน่นเต็มหอประชุมจุฬาฯ เรานั่งรอด้วยใจจดจ่อ จากนั้นก็มีเพลงสรรเสริญพระบารมีขึ้นและในหลวงท่านก็ได้เสด็จมาประทับบนพระที่นั่ง ในหลวงท่านได้ให้โอวาทแก่เหล่านิสิตที่สำเร็จการศึกษาให้ออกไปเป็นคนที่เป็นประโยชน์แก่สังคม พระราชดำรัสของท่านไม่ใช่สิ่งที่ฟังครั้งเดียวแล้วจะเข้าใจได้ง่าย เพราะท่านทรงมีอัจฉริยภาพ ท่านจะไม่ตรัสบอกตรง ๆ แต่จะบอกให้พวกเราไปคิดต่อ เมื่อท่านให้พระราชโอวาทเสร็จก็เริ่มมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรตามลำดับชื่อต้น ชื่อของข้าพเจ้าขึ้นต้นด้วย ว แหวน จึงได้รับเป็นกลุ่มท้าย ๆ เมื่อขึ้นไปบนเวทีได้เห็นพระพักตร์ของในหลวงอยู่ตรงหน้า สิ่งที่อาจารย์ย้ำว่ารับเสร็จแล้วให้ถอยเร็ว ๆ ตอนนั้นข้าพเจ้าจำไม่ได้แล้ว ภาพของในหลวงตรงหน้าเป็นอีกภาพทรงจำสำหรับนิสิตจุฬาฯ ในวันนั้น จนวันนี้ภาพยังชัดแม้เวลาจะผ่านไป 23 ปีก็ตาม และนั่นคือภาพของ “ในหลวงอันเป็นที่รัก” ในความทรงจำของข้าพเจ้า