Get Adobe Flash player

อย่าให้รู้สึกว่า ประชาชน ไม่มีที่ยืน

Font Size:

วันนี้อยากนำข่าวมาเป็นหัวข้อสนทนา ความจริงท่านคงจะอ่านจากเนื้อหาไปแล้วในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือไม่ก็จากสื่อต่างๆ ที่รวดเร็วมากกว่าหนังสือพิมพ์ที่เป็นกระดาษ ที่นับวันจะลดบทบาทลง เหมือนกับเครื่องพิมพ์ดีดเก่า กล้องถ่ายรูปที่ใช้ฟิล์ม การส่งเงินทางธนานัติ การฝากข้อความทางโทรเลข การผูกนาฬิกาข้อมือ และอีกหลายสิ่งที่กำลังหมดความสำคัญลงจากความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็ว

ย้อนไปเมื่อไม่นานมานี้เอง กรุงเทพฯ แม้ถนนจะมีน้อยและแคบ แต่รถโล่ง จะมีรถติดบ้างก็แค่เชิงสะพานพุทธฯ ฝั่งธนบุรี ขาขึ้นกรุงเทพฯ ในตอนเช้าช่วงเวลาทำงาน สัก 10 ถึง 15 นาทีก็เคลื่อนต่อไปได้   

แต่ในปัจจุบัน ถนนกว้างขึ้น จำนวนถนนมากขึ้น ทั้งบนดิน ลอยฟ้าสองชั้นสามชั้น ทั้งยังมีระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ฯลฯ มาแบ่งเบา แต่รถก็ติดหนักขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งนี้เพราะจำนวนถนนไม่เพียงพอกับรถที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

การแก้ปัญหารถติด จึงเกิดตามมาทุกวันเช่นกัน

เพียงแต่เมื่อมีปัญหาแล้วค่อยแก้ ไม่ใช่แก้ก่อนที่จะมีปัญหา ที่ผ่านมายังไม่มีโครงการระยะยาวรองรับ

เป็นการดำเนินการที่ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ เห็นได้ชัดจาก “เสาตอม่อ” ที่เลียบข้างรางรถไฟแถวดอนเมืองเป็นแนวยาว ในโครงการที่ประชาชนเรียกว่า “โฮปเลส”

เสียงบประมาณสร้างมหาศาลเพื่อรื้อทิ้ง

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบงานด้านการจราจร ได้เสนอแนวทางแก้ไขระบบงานจราจร กทม.ว่า เตรียมเสนอโครงการจำกัดอายุการใช้งานรถยนต์ต่อรัฐบาล อาทิ รถอายุเกิน 7-10 ปี ห้ามนำเข้ามาวิ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร หากนำเข้ามาวิ่งจะต้องเสียภาษีเทียบเท่ารถยนต์ใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้แนวคิดมาจากประเทศญี่ปุ่น

พล.ต.ต.อดุลย์ ยังกล่าวถึงกรณีการเตรียมนำรถยกมาใช้แก้ปัญหาการจอดรถในที่ห้ามจอด โดยบอกว่า จะเป็นการใช้ข้อกฎหมายเดิมคือ ความผิด พ.ร.บ.จราจรมาตรา 57 และ 59 ห้ามจอดในที่ห้าม ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท รวมทั้งเสียค่าเคลื่อนย้าย 500 บาท และค่าดูแลอีกวันละ 200 บาท

โดยเปลี่ยนวิธีการบังคับใช้จากการล็อกล้อเป็นการใช้รถยก และจะบังคับใช้เฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนเท่านั้น ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาการจราจรได้ดีกว่าการล็อกล้อ

"เรื่องนี้อยู่ในแผน แต่ไม่เป็นโครงการเร่งด่วน โดยกำหนดรถวิ่งใน กทม. จะต้องมีอายุไม่เกิน 10 ปี ถ้าเกินคงต้องนำใปใช้ต่างจังหวัด ทั้งนี้รายละเอียดจะกำหนดในโครงการเพราะจะต้องนำเสนอรัฐบาลหมายความว่าเราจะต้องจัดตั้งศาลจราจรขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานของตำรวจจราจรเพราะทุกวันนี้กฎหมายอ่อนมาก จราจรออกใบสั่งไป แต่มาจ่ายค่าปรับไม่ถึง 25% คนไม่กลัวกฎหมายต่างกับ ฮ่องกง สิงคโปร์ ดังนั้นการปฏิบัติต่อไป ถ้าออกใบสั่งต้องมาเสียค่าปรับ ภายใน 7 วัน แต่ถ้าดื้อไม่มาปรับ จะต้องขึ้นศาลจราจร เสียค่าปรับสูงและมีโทษจำคุกด้วยจะทำให้คนไทยมีวินัย" รอง ผบช.น.กล่าว

ส่วนกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน “ศรีราชา เจริญพานิช” เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจราจร โดยเบื้องต้นจะมีการทบทวนนโยบายห้ามไม่ให้มีการจอดรถบนถนนสาธารณะเส้นหลักตลอดเวลา ส่วนถนนสาธารณะเส้นรองสามารถจอดได้เฉพาะบางเวลา เพื่อเพิ่มพื้นที่การจราจรมากขึ้น รวมทั้งปรับผู้ที่ขับขี่รถแล้วไปจอดเสียหรือเกิดอุบัติเหตุตามท้องถนน โดยคิดค่าปรับเป็นรายนาที เช่น นาทีละ 100 บาท เพื่อผู้ขับขี่จะได้ดูแลรถยนต์ให้อยู่ในสภาพดี เกิดความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อุบัติเหตุและการสูญเสียลดน้อยลง

พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าวถึงแนวคิดการเสียค่าปรับกรณีทำการจราจรติดขัดนาทีละ 100 บาท โดยระบุว่า แนวคิดดังกล่าวสามารถนำมาพัฒนาได้ แต่ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งคาดว่าในอนาคตอาจมีการนำมาหารือและบังคับใช้ได้

ท่านอ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกอย่างไร

ประเด็นแรก การเตรียมนำรถยก มาลากรถในที่ห้ามจอด ปรับไม่เกิน 500 บาท ค่าเคลื่อนย้าย 500 บาท และค่าดูแลอีกวันละ 200 บาท ถือว่ารับได้

แต่ถ้าต้องให้ซื้อรถยนต์จากต่างประเทศ มา (ราคาเฉลี่ย) คันละ 1 ล้านบาท แล้วให้มีอายุการใช้งานเพียง 10 ปี ก็เท่ากับปีละ 1 แสนบาท ที่เราต้องเสียค่าส่วยให้ประเทศเจ้าของรถยนต์ ก็นับว่าแพงมาก

ประเทศไทยเป็นเมืองขึ้นเขากระนั้นหรือ

และหากวันหนึ่ง รถยนต์ของประชาชนเกิดเสียในกรุงเทพฯ แล้วถูกปรับ นาทีละ 100 บาท ชั่วโมงละ 6,000 บาท วันละ 7 หมื่น 2 พันบาท ถ้า 24 ชั่วโมง 1 แสน 4 หมื่น 4 พันบาท

ถ้ารถจอดเสียกลางทางนาน 24 ชั่วโมง สำหรับคนที่มีเงินเดือน 15,000 บาท ต้องทำงานโดยไม่ใช้เงินเลยเกือบ 10 เดือน จึงจะพอเสียค่าปรับ

เมื่อประชาชนเจอวิธีแก้ปัญหาแบบนี้เข้า ก็อยากจะบอกว่า มีความคิดที่โหดอมหิตที่สุดเท่าที่เคยพบมา  

กรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นของใคร ไม่ได้เป็นของรัฐบาล ไม่ได้เป็นของผู้ตรวจฯ ที่หยิ่งยะโส ไม่ใช่เป็นรัฐตำรวจ ไม่ใช่ของคนรวย แต่เป็นของประชาชนทุกคน

เงื่อนไขแบบที่ระบุไว้ มีแต่คนรวยเท่านั้นที่ปฎิบัติได้

ที่อ้างว่าเอาความคิดมาจากญี่ปุ่น ถามว่าส่วนไหนคิด เอาอะไรมาพูด เพราะญี่ปุ่นเขาซื้อรถจากคนญี่ปุ่นเอง ทั้งยังได้วางแผนเตรียมแก้ปัญหาประเทศไว้ล่วงหน้า ส่วนรัฐบาลไทย ได้เคยวางแผนพัฒนาประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือไม่

รัฐบาลไทยภูมิใจว่ามีอุตสาหกรรมรถยนต์ แท้จริงคือผู้ประกอบรถยนต์ของต่างชาติเท่านั้น กำไรเนื้อๆ เป็นของต่างชาติ ในขณะที่เรารับแต่ค่าแรง และมลพิษที่ตกค้างจากโรงงาน

เรื่องรถติดนี้มีคนเคยบอกว่าสามารถแก้ไขได้ภายใน 6 เดือนไม่ใช่หรือ

แม้แต่คอลัมน์เล็กๆ นี้ยังเคยให้ความเห็นว่า นอกจากเป็นไปไม่ได้แล้ว ต่อไปในอนาคต รถจะไม่ติดเฉพาะในกรุงเทพฯ แต่จะ ติดไปทุกตำบล  ติดในหมู่บ้านชาวบ้าน

เพราะนอกจากยุคของการสร้างถนนราชดำเนินแล้ว ไม่เคยมีการวางแผน แม้กระทั่งทำผังเมืองผังถนนไว้รองรับอนาคต

นักการเมืองที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศ ยังอยู่ในวังวนที่จะแย่งชิงอำนาจ

อาคารพาณิชย์ ตึกใหญ่ที่สูงเสียดฟ้าทั่วกรุง ไม่เคยมีใครสนใจว่า ในตึกแต่ละแท่ง มีคนอยู่ในนั้นกี่คน แต่ละวันมี รถที่เข้าออกในเวลาที่ใกล้เคียงกันกี่คัน ความยาวของรถรวมกันเป็นระยะทางเท่าใด

หมู่บ้านจัดสรร ไม่ให้ความสำคัญของถนน ซึ่งควรจะกว้างพอที่จะรับจำนวนบ้าน จำนวนรถยนต์

ซอยแคบอยู่แล้ว ยังมีรถจอดสองข้างทาง ทั้งนี้เพราะกรุงเทพฯ ไม่มีที่จอดรถสาธารณะเพียงพอ

ริมถนน มีแต่ซอยเล็กๆ ที่เชื่อมถนนอื่นได้น้อยมากกรุงเทพฯ เมืองที่เกิดใหม่ ก็ไม่คิดทำถนนใหญ่

ปัจจุบัน รถยนต์เป็นยานพาหนะหลัก คนไทยไม่ว่าบ้านนอกในเมือง ล้วนแต่มีรถยนต์ แต่ถนนในประเทศโดยรวม เป็นเพียงแต่ทางเดิน หรือทางเกวียนที่พัฒนามาเป็นถนน ทั้งคดเคี้ยวและแคบ รถสวนกันได้เพียงคันเดียว บางที่ร้านค้า สิ่งกีดขวาง ก็รุกล้ำเข้าไปในเขตถนน

ชนบทที่จะกลายเป็นเมือง ก็จะมีจุดเริ่มต้นในลักษณะนี้ ตลาดในแต่ละจังหวัด ไม่เคยมีใครคิดทำถนน 10 เลน 20 เลน ไม่มีใครคิดทำที่จอดรถสาธารณะ

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้เป็นความผิดของประชาชนที่จำเป็นต้องมีรถ แต่เป็นเพราะความผิดพลาดของการบริหารจัดการของรัฐ

พลาดแล้วยังไม่รู้ว่าพลาด เห็นได้ชัดจากนโยบายรถคันแรกเข้ามาซ้ำเติม คงเห็นว่าบริษัทต่างชาติยังรวยไม่พอ

จริงอยู่ การแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมาช้านาน เป็นเรื่องทำได้ยาก แต่การที่พวกขุนนางเหล่านั้น ไล่เบี้ยเอากับประชาชน หรือการโยนปัญหาให้กับประชาชน ไม่ใช่ทางออกหรือวิธีคิดที่ถูกต้อง และยังทำให้เกิดความรู้สึกว่า ประชาชนกำลังไม่มีที่ยืน