Get Adobe Flash player

จากสิ่งชำรุดนอกประวัติศาสตร์ ไปถึงเมล์ที่ส่งต่อๆกัน

Font Size:

เดิม ตั้งใจจะเขียนรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อย่างน้อยปีหนึ่ง ก็เขียนถึงครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะปีนี้เป็นโอกาสครบรอบ 40 ปี แต่เมือได้อ่านข่าวหลายๆ กระแส ก็พบกับคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่า “ชาวเดือนตุลา ที่เคยมีคำพูดสวยหรูบนเวทีในครั้งนั้น ให้มวลชนผู้ยากไร้เกิดศรัทธา แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้พิสูจน์ว่า คนเดือนตุลาส่วนหนึ่ง ก็ไม่ได้มีความพิเศษ ไปจากคนอื่นๆ”

“ยังคงรับใช้นายทุน รับใช้เผด็จการ รับใช้ขุนนาง เสวยสุข-ลาภยศ อยู่แถวหน้าในสังคม แล้วหยิบยกหลากหลายเหตุผลมาเป็นข้ออ้างเข้าข้างตัว เพื่อให้ดูดีกว่าคนอื่น ในสายตาของสังคม”

ฟังแล้วก็อดไม่ได้ ที่จะเห็นคล้อยตามไปในบางส่วน

แต่ก็เหลือหัวใจไว้อีกส่วน ให้กับคนเดือนตุลาอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่ใช้ความได้เปรียบมาเป็นประโยชน์ตน เลือกใช้ชีวิตอยู่เงียบๆ แบ่งปันเท่าที่แบ่งปันให้กันได้ ดูแลเท่าที่ดูแลกันได้ เป็นตัวจักรขับเคลื่อนความเป็นธรรมอยู่ในสังคมเล็กๆ ในสถานที่ทำงาน ในหมู่บ้าน ในป่าดอยฯลฯ ปลูกเพาะบ่มเมล็ดพันธุ์ความทัดเทียมเพื่อร่วมสานฝัน ไปให้ถึงวันที่ฟ้าสีทอง

งานตุลาปีนี้ มีความหลากหลายทางความคิด

ที่น่าจะดีใจว่าประชาธิปไตย ก็คือแบบนี้ แต่เมื่อมองลึกไปในรายละเอียด ก็พบว่าภาพที่เห็นเป็นเพียงสินค้าโฆษณา อาศัยการตลาดเพื่อผลเลิศที่เล็งไว้ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง แต่เป็นภาพลวงตาที่จัดฉากกันขึ้นมาให้คนคล้อยตาม

 สองอดีตแกนนำ ธีรยุทธ บุญมี กับ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เคยมีความเห็นต่างกันในช่วงที่ร่วมต่อสู้ วันนี้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์ต่อสาธารณชน ก็ยังคงเห็นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ธีรยุทธ มองว่านายทุนใหญ่เข้าไปครอบงำมวลชน กลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประชาธิปไตย

ในขณะที่ เสกสรรค์ มองว่า ผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คือพวกอนุรักษ์นิยมที่อยากหยุดประวัติศาสตร์ของความได้เปรียบไว้ให้ตัวเอง

เราเห็นว่ากี่ปี เสกสรรค์ ก็ยังคงติดอยู่กับทฤษฏี ตัดสินคนอื่น โดยมองข้ามความหลากหลายในความเป็นมนุษย์

ก็เลยเลือกที่จะไม่เขียนถึงเสียดีกว่า

และคิดว่าจะลืมเหตุการณ์ 14 ตุลาไปเสียที

สัปดาห์นี้ ก็เลยหยิบเอานิทานเรื่องเล่นๆ  “เอี๋ยนหุยกับขงจื้อ” ที่กลุ่มเพื่อนๆ พี่ในโลกออนไลน์ส่งมาให้อ่านกัน

ครับ ก็ต้องขอบคุณเล่าฮูผู้อาวุโส “เจมส์ ชอว์” ผู้ส่งเรื่องนี้มาให้ และที่สำคัญ คือ เจ้าของนิทาน ที่เล่ามาเป็นคนแรก แม้ไม่ทราบว่าเป็นใคร ก็ขอขอบคุณ

เรื่องมีอยู่ว่า เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ มีอยู่วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า จึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคน ขายผ้ากับลูกค้า ได้ยินลูกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า “3 x 8 ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย 24 เหรียญล่ะ!”

เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า

“พี่ชาย 3 x 8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”

คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า

“ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน! จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”

เอี่ยนหุยกล่าวว่า“ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”

คนซื้อผ้ากล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”

เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก (ตำแหน่ง)”

ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น

เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า

“3 x 8 ได้ 23 ถูกต้องแล้วเอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”

เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้ น

ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป

ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป

พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ  ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้

ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมา หากเสร็จกิจธุระแล้ว พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า

“อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า

“ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่ จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่

ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ? เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัวมาค่อยๆ เดาะดาลประตูห้องของภรรยา

เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน! เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นม า “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง

พอฟ้าสาง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า

“ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้ ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”

ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่ จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย อาจารย์จึงเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”

ขงจื้อจึงตักเตือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่าอาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก หากอาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆ หนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ?”

เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า

“ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆ น้อยๆ ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด”

ตอนจบสรุปว่า จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย

เรื่องนี้เป็นนิทาน ไม่ใช่เรื่องจริงที่เกิดขึ้น

แต่ก็มีสิ่งน่าคิดตามมา ในการกำหนดเป็นบรรทัดฐานว่า ในภาพโดยรวมของสังคมเราจะยึดถืออะไร จะยึดถือเอาความถูกต้องเป็นแบบฉบับ หรือปล่อยให้ผิดด้วยวิธียอมๆ กันไป

ซึ่งก็คล้ายกับอีกเรื่องหนึ่ง เด็กหนึ่งคน เล่นอยู่ในรางรถไฟเก่า(ที่รถไฟไม่ผ่าน) เด็กสี่คนเล่นในรางที่รถไฟผ่าน ในขณะที่รถไฟกำลังมา นายสถานีต้องตัดสินใจว่าจะสับรางไปทางใด

สับรางให้เด็กหนึ่งคนที่ไม่มีความผิดตาย เพื่อรักษาชีวิตเด็กสี่คน..... หรือให้เด็กสี่คนตาย เพื่อรักษาความถูกต้อง