Get Adobe Flash player

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

Font Size:

ภาระของคนไทยนอกประเทศ ที่นอกเหนือจากการทำงานหาเงินเพื่อดำรงชีวิต จ่ายค่าบ้าน ค่ารถ ค่าประกัน ฯลฯ แล้วยังมีสิ่งหนึ่ง ที่แทบทุกคนทำ คือการส่งเงินกลับเมืองไทย

 

อาจ เพื่อดูแลพ่อแม่ ช่วยเหลือญาติพี่น้อง หรือส่งเสียลูกหลานซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการจุนเจือด้านการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นสิ่งเดียว ที่จะทำให้ลูกหลานมีโอกาส เป็นต้นทุนสร้างความก้าวหน้าให้กับชีวิต

การ ส่งเงินกลับบ้าน ถือเป็นความภาคภูมิใจของพวกเรา แม้จะช่วยครอบครัวตัวเอง แต่ในทางหนึ่ง เป็นการนำเงินตราต่างประเทศเข้าเมืองไทย ทำรายได้เข้าประเทศ เหมือนเป็นการเสียภาษีในทางอ้อม

บ้านเรา พัฒนารุดหน้าไปมาก แม้บางครั้งการพัฒนา จะควบคู่ไปกับความเหลื่อมล้ำ

อย่าง เช่นมีการขยายถนน ทำทางด่วน ทำทางลอยฟ้า ทางมุดดิน ฯลฯ เพื่อแก้ปัญหาจราจรติดขัด เป็นการแก้ปัญหาให้คนที่มีรถยนต์ แต่ลืมคิดไปว่า สำหรับคนที่ไม่มีกำลังซื้อรถ เขาก็ควรมีสิทธิ์ใช้ถนน อย่างน้อยก็ต้องมี “ทางเท้า” ให้เขาเดิน

ในความเป็นจริง “ทางเท้า” เป็นอะไรที่แย่สุด ขุดบ้าง กลบบ้าง มอมแมมไปหมด โดยเฉพาะทางเท้าในกรุงเทพฯ

สูงๆ ต่ำๆ เป็นหลุมเป็นบ่อ ติดเสาไฟฟ้า ติดตีนสะพานลอย ตึกอาคารพาณิชย์ แต่ละห้อง ความสูงของพื้นไม่เท่ากัน บ้างก็โบกปูนเกะกะ ล้ำเข้ามาบนทางเท้า

จะข้ามทางม้าลาย หรือข้ามถนนตรงที่ไม่มีทางม้าลายก็เหมือนกัน เพราะข้ามที่ไหน รถก็ไม่หยุดให้

ทางสำหรับคนพิการไม่มี จะมีก็แต่ทางของคนที่ไม่พิการ ที่อาจล้มคว่ำกลายเป็นคนพิการ ถ้าไม่ก้มหน้าดูทางให้ดี

เราเห็นความไม่เป็นธรรม ระหว่างคนรวยที่มีรถ กับคนจนที่ต้องเดิน ในการใช้ถนน

ความไม่เป็นธรรมอีกอย่างคือ ระหว่างข้าราชการ กับคนธรรมดา

ชาวบ้านไปซื้อรถ ดาวน์แล้ว เวลากู้เงิน แบงก์บอกว่าต้องให้ข้าราชการรับรอง

คน ซื้อบอกว่า จะให้เขารับรองฉันทำไม ในเมื่อฉันก็เป็นคนเหมือนกับเขา แบงก์ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นคุณต้องดาวน์เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้ก็มี

 ข้า ราชการจะเป็นเทวดา สูงเด่นวิเศษมาจากไหน เรียนจบมหาวิทยาลัยเกรดเฉลี่ยยังสู้คนอื่นไม่ได้ เมื่อต่างคนต่างไปดำเนินชีวิต แน่นอน ต่างคนต่างเสียภาษี แต่สิทธิที่ข้าราชการได้รับ คือมียศ มีตำแหน่ง มีเกียรติ ทำตัวเป็นเจ้าเป็นนายคน

สวัสดิการมากมาย ตั้งแต่รักษาพยาบาลฟรีทั้งครอบครัว แม้รีไทร์แล้ว ยังได้ “บำนาญ” กินไปจนตาย แต่ชาวบ้านที่เสียภาษีเหมือนกัน กลับไม่ได้รับสิทธินี้

เห็นข้อด้อยมากมาย ก็ไม่ได้เจตนาจะตำหนิ

แต่ที่ผ่านมา ก็ยอมรับนะครับว่า มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลายอย่าง ที่เห็นเป็นรูปธรรมล่าสุด คือการให้บำนาญชาวบ้านธรรมดา

ที่เขาเรียกว่า “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี

อายุ 60-69 ปี จะได้รับเงินเดือนละ 600 บาท, อายุ 70-79 ปี ได้รับเงิน 700 บาท. อายุ 80-89 ได้รับเงิน 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไปจะได้รับเงิน 1,000 บาท

แม้จะน้อยไปหน่อย แต่ดีกว่าไม่ได้ อย่างน้อยเมื่อเขาเสียภาษีในวัยทำงาน พอแก่เฒ่า รัฐ ก็ต้องคืนภาษีให้เขาบ้าง

และสิทธิสำหรับ “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” คนไทยนอกประเทศ ก็สามารถทำเรื่องขอรับเงินนี้ได้

ครับ บางคนเขิน ไม่กล้ารับ

ผม อยากให้คิดว่า ยามที่เราเป็นหนุ่มสาวมีแรงทำงาน เราส่งเงินกลับบ้าน นำดอลล่าร์เข้าประเทศ ยามที่เราหมดแรงทำงาน ก็ควรมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการบ้าง ถือเป็นเรื่องธรรมดา

เอา เถิด ถ้าท่านมีเงินเหลือเก็บเยอะแยะ เงินแค่นี้ถือว่าน้อย ไม่อยากเบียดเบียนบ้านเมือง แต่ถ้าคิดจะกลับไปอยู่เมืองไทยช่วงบั้นปลาย เงินน้อยตรงนี้ ก็ช่วยพวกเราได้

ถ้าท่านยังไม่กลับ สมมติว่า ท่านได้เงินเดือนละ 600 บาท ไม่ได้กลับเมืองไทย 1 ปี ก็จะมีเงินสะสม รวมเป็น 7,200 บาท

ถ้า ไม่ได้กลับเมืองไทย 5 ปี ก็จะมีเงินสะสม 36,000 บาท 5 ปี กลับบ้านครั้งหนึ่ง ท่านสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่าย กลับไปเยี่ยมญาติที่เมืองไทยได้อย่างสบาย

ไป ต่างจังหวัด ผมถามลุงป้า ชาวบ้าน ที่เขารับเงินนี้ เขาบอกว่า เงินเดือนละ 600 บาท สามี ภรรยา รวมเป็น 1,200 บาท ในแต่ละเดือน เมื่อได้เงินมา สามารถชื้อข้าวสาร กะปิน้ำปลา ฯลฯ พอกินได้ตลอดเดือน ซื้อเสื้อผ้าได้ชุดหนึ่ง หรือซื้อของใช้จำเป็น ประเภท สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก ฯลฯ เมื่อมีข้าว ก็แสดงว่าไม่อด มีเสื้อผ้าใส่ ถือว่าใช้ได้

เลี้ยงไก่ไว้กินไข่ ปลาก็เลี้ยงเอง ผักหญ้า ก็ปลูกก็หาเอา  หากจะให้ได้เงินมากกว่านั้น ก็ต้องทำมาหาเพิ่ม (ถ้ายังพอมีแรง)

แล้วจะทำเรื่องขอ “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ได้อย่างไร

คำ ตอบคือ ในแต่ละปี ทางอำเภอ (ในต่างจังหวัด) หรือทางเขต (ในกรุงเทพฯ) จะเปิดให้บริการยื่นขอเบี้ยยังชีพ ปีละครั้ง ราวๆ วันที่ 1 ถึง 30 พฤศจิกายน 

ท่านจะต้องไปที่อำเภอ หรือเขต ในท้องที่ของทะเบียนบ้าน ไปเองก็ได้ ให้คนอื่นไปแทนก็ได้

นำหลักฐานประกอบการยื่นมาดังนี้

1. บัตร ประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนา (ส่วนใหญ่ที่อำเภอจะมีบริการถ่ายเอกสาร) เพื่อยืนยันว่าท่านอายุเกิน 60 ปี และมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตนั้น 

2 .ทะเบียน บ้าน พร้อมสำเนา ซึ่งทะเบียนบ้านรุ่นใหม่ง่ายครับ ไม่ต้องไปคัดที่อำเภอ เพราะสมุดอยู่ในบ้าน จะเลือกถ่ายหน้าไหน (ที่มีชื่อเรา) ก็ทำได้

3. สมุดบัญชีธนาคารพร้อมสำเนา (ควรจะเป็นธนาคารกรุงไทย) เพื่อโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร แล้วใช้บัตร “เอทีเอ็ม” เบิกเอา ซึ่งธนาคารกรุงไทยในส่วนภูมิภาคที่ผู้สูงอายุไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร

ผมเองก็ไม่รู้เรื่องนี้หรอกครับ จนกระทั่งวันหนึ่ง มีพี่ที่สนิทเหมือนญาติ วานให้ไปยื่นเรื่องขอรับเบี้ยยังชีพให้ 

โดยมีหลักฐานครบ 3 อย่าง กับอีกอย่างคือ “หนังสือมอบอำนาจ” ผมไปถึงอำเภอ แจ้งวัตถุประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ทราบ เขาแนะนำให้ไปยังห้องหนึ่ง รับบัตรคิว แล้วนั่งรอเรียก

มีคนมารอก่อนหลายคน แต่ก็เร็วมาก ผมใช้เวลาประมาณ 10 นาทีทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์

แล้วหนังสือมอบอำนาจ เอามาจากไหน คำตอบคือ ไปขอได้ที่สถานกงสุลใหญ่ หรือขอได้จากเขต หรืออำเภอ แต่ถ้าไม่สะดวก

พิมพ์ไปเองก็ได้ ขอให้มีข้อความดังนี้ครับ

หนังสือมอบอำนาจ ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ/คนพิการ

ที่..............

วันที่.......เดือน............พ.ศ.......

โดยหนังสือฉบับนี้ข้าพเจ้า..............ซึ่งเป็นผู้ถือบัตร................

เลขที่...............ออกให้  ณ..............เมื่อวันที่...............อยู่บ้านเลขที่..............

หมู่ที่........ตรอก/ซอย...............ถนน...............แขวง/ตำบล................

เขต/อำเภอ...............จังหวัด...................โทรศัพท์................

ขอมอบอำนาจให้..........................เกี่ยวพันเป็น.................

ซึ่งเป็นผู้ถือบัตร...............เลขที่...................ออกให้  ณ...................

เมื่อวันที่..................อยู่บ้านเลขที่........หมู่ที่.......ตรอก/ซอย..............ถนน..............

แขวง/ตำบล................เขต/อำเภอ..............จังหวัด............

โทรศัพท์...........

เป็นผู้มีอำนาจยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ/คนพิการ แทนข้าพเจ้าจนเสร็จการ

ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบในการที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปตามหนังสือมอบอำนาจนี้เสมือนว่าข้าพเจ้าได้กระทำด้วยตนเองทั้งสิ้น

เพื่อเป็นหลักฐานข้าพเจ้าได้ลงลายมือชื่อ/ลายพิมพ์นิ้วมือไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยานแล้ว

ลงชื่อ....................ผู้มอบอำนาจ/ผู้สูงอายุ/คนพิการ

 (..........................)

ลงชื่อ....................ผู้รับมอบอำนาจ

(..........................)

ลงชื่อ....................พยาน

(.........................)

ลงชื่อ.................พยาน

(........................)

ท่านผู้อ่านที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายนี้ ปีหน้าอย่าลืมใช้สิทธิ์นะครับ