Get Adobe Flash player

ตามล่า ‘ทักษิณ’ หรือถูก‘ทักษิณ’ ล่า

Font Size:

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อนๆ ใช้อีเมล์ ส่งบทความจากนักคิด นักเขียนหลายๆ คน อธิบายถึงความไม่ดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลต่างๆ ตลอดจนวิเคราะห์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างอำนาจมาได้อย่างไร ทำประโยชน์ส่วนตนอย่างไร

 

รุ่นแรกสมัย “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร”

รวมทั้งยุค “รู้ทันทักษิณ” นั่นเป็นยุคที่เหมาะกับเวลาที่สุด จนถึงยุค “พันธมิตร” แต่หลังจากนั้น เหมือนหนังเก่า มาฉายใหม่ ฉายซ้ำกันตลอดระยะเวลา 10 ปี

คนที่ใช้เหตุผล ก็น่าฟัง แต่บางคนก็ใช้อารมณ์ ใช้คำรุนแรง รวมถึงใช้คำหยาบ อย่างเช่น พ.ต.ท.ทักษิณ มีชื่อเล่นว่า “ทักกี้” (Takky) ก็เรียกเพื่อความสะใจว่า “ตักขี้” ซึ่งผมไม่ชอบเลย

ไม่ชอบ เพราะคำว่า “ตักขี้” ไม่ใช่ความคิดที่มาจากการใช้เหตุผล เป็นคำหยาบไม่ว่าจะเป็นเหตุผลของคนรักชาติ เหตุผลของนักเขียน หรือเหตุผลของคนที่ต้องอยู่ร่วมกันในสังคม

นัก คิด หรือคนรักชาติ จะต้องมีวิธีที่จะบอกผู้อื่น ด้วยภาษาที่ให้เกียรติตัวเอง และให้เกียรติผู้ที่ถูกบอก เพราะเราอยู่ในสังคมที่เป็นชาติ สังคมที่เราหวังจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

อย่างไรก็ตาม

การที่ “ทักษิณ” เป็นคนดี หรือไม่ดี ณ วันนี้ ผมว่าประชาชนทั้งประเทศเขารู้แล้ว คนเชื่ออยู่ข้างหนึ่ง ที่ไม่เชื่อ ก็อยู่อีกข้างหนึ่ง ส่งผลให้สังคมแตกแยก และแบ่งเป็น (อย่างน้อย) สองฝ่าย แตกกันจนเละมานานแล้ว

เพราะฉะนั้น วิธีสู้กับ “ทักษิณ” ด้วยบทความด่า “ทักษิณ” จึงมีคนอ่านแค่คนกลุ่มเดียว คือพวกที่คิดแบบเดียวกัน นอกจากนั้นพวกอื่น คนอื่นเขาไม่อ่าน ทั้งเขายังหัวเราะเยาะเอาด้วย

เพราะนอกจากมันสายไปแล้ว ที่สำคัญคือมันไม่พัฒนาเลย 

ถ้าเป็นการต่อสู้ “ทักษิณ” เขาพัฒนาตัว พัฒนาทีม หนีคุณไปถึงไหนๆ แต่คุณยังย่ำอยู่กับที่ ไม่ได้ปรับปรุงการต่อสู้ หรือมีกระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์แม้แต่น้อย

ถ้าเป็นเช่นนี้ “รบร้อยครั้ง ก็แพ้ร้อยครั้ง”

ช่วงนี้ ผมอยู่ที่เมืองไทย ดู “ฟรีทีวี” ทุกช่อง อ่านหนังสือพิมพ์ ทุกเช้า ทั้งฟรีทีวี ทั้งหนังสือพิมพ์ ที่เรียกว่า “สื่อหลัก” (ไม่อยากกล่าวหาเขาว่า) เป็นประชาสัมพันธ์ของระบอบ “ทักษิณ” เกือบทั้งหมด กรอกหูกันทุกวัน จนคนบนแผ่นดินเห็นดี เห็นงาม

จะมีบ้างที่หากทำดีก็ชม ไม่ดีก็ตำหนิ อย่างเช่น นสพ. บ้านเมือง แนวหน้า ไทยโพสต์

โดยเฉพาะ “ไทยโพสต์” ทำหน้าที่ได้ยิ่งใหญ่มาก สามารถยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ในฐานะของผู้ที่ถูกเรียกว่า “สุนัขที่เฝ้าบ้านประชาชน” ไม่ใช่ “สุนัขที่เฝ้าบ้านนายก”

ผมชื้อ “ไทยโพสต์” ทุกวัน ที่แผงหน้าบ้าน เพราะอยากอุดหนุนอุดมการณ์ แต่บางทีก็ซื้อไม่ทัน เพราะวางขายน้อย

ถ้าเมืองไทย มีนักต่อสู้เช่น “ไทยโพสต์” สักร้อยละสิบ ผมว่าบ้านเมืองต้องปลอดภัยจากสิ่งแผ้วพานทั้งปวง

ครับ ผมดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์

ทีวี แทบทุกช่อง หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ เห็นดีเห็นงามกับรัฐบาล เห็นดีเห็นงามกับความน่ารักสวยใสของคุณยิ่งลักษณ์ พูดอะไร ทำอะไรก็ดูงดงามไปหมด

ตั้งแต่ ผมเกิด จนผม (เริ่ม) แก่ ผมเห็นหนังสือพิมพ์ ที่คอยตรวจสอบรัฐบาล ในฐานะที่รัฐบาลทำงานให้ประชาชน และในฐานะสื่อที่อยู่ข้างประชาชน

มี ยุคนี้แหละครับ ที่สื่อฯ พากันตรวจสอบฝ่ายค้าน ไม่ให้ค้าน หรือทำอะไรรัฐบาล ถ้ารัฐบาลทำอะไรผิด สื่อฯ ก็จะแสวงหามาจนได้ว่า ฝ่ายค้านก็เคยผิดแบบนี้เหมือนกัน เพื่อบอกประชาชนว่า ของมันผิดกันได้ เห็นไหมฝ่ายค้าน ก็ไม่มีอะไรดีกว่ารัฐบาล

เพราะฉะนั้น คนที่เขียนบทความ “โจมตีทักษิณ” ตามที่บอกไว้ข้างต้น โดยไม่เปลี่ยนวิธีคิด ขอบอกว่า มันสายไปแล้วจริงๆ   เหมือนมีประโยชน์ แต่ไร้ประโยชน์ เสียเวลาเปล่า

ผม มองว่า หากมองเห็นความไม่ถูกต้องในระบอบทักษิณ รวมทั้งประชาธิปไตยแบบจัดตั้ง และคิดจะเป็นนักสู้เพื่อความถูกต้อง หรือเพื่อบ้านเมือง ต้องพัฒนากระบวนการต่อสู้ ให้ทันคู่ต่อสู้

ช่วงนี้ ที่บ้านเรา มีการสมัครผู้ว่าการกรุงเทพมหานคร

เท่า ที่เห็นรายชื่อก่อนสมัคร ไม่ว่จะเป็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส นายโฆสิต สุวินิจจิต พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ฯลฯ มองรวมๆ โดยไม่ดูที่พรรค ผมว่าทุกคนใช้ได้ คนกรุงเทพฯ จะเลือกใคร ก็น่าจะได้คนดี

แต่พอมีการสังกัดพรรค เราก็เห็นความเหลื่อมล้ำ ที่ไม่สวยสดงดงาม

ว่า ที่ ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ได้ลงรูปในสื่อหลักเกือบทุกวัน ในฐานะนายตำรวจที่เข้าถึงประชาชน เชียร์กันล่วงหน้า ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังไม่ได้ลาออกจากตำรวจ และพรรคยังไม่ได้ตัดสินใจด้วยซ้ำ เพียงแต่วงในเขารู้กันแล้ว

ส่วน ผู้ว่าฯ กทม.ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ว่าที่ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ต้องไปรับทราบข้อกล่าวหาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีที่ถูกกล่าวหาว่า อนุมัติให้ขยายอายุสัมปทานการเดินรถไฟฟ้าโดยไม่มีอำนาจ ฐานร่วมกันประกอบกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภค โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือได้รับสัมปทานจากรัฐมนตรี

รวม ทั้งเจอข้อกล่าวหาจากดีเอสไอ ว่าบริจาคเงินเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยการหักเงินเดือนบริจาคเข้าบัญชีพรรค โดยไม่จ่ายเป็นเช็คหรือตั๋วแลกเงิน

เจอเข้าไปหลายรายการ ในช่วงเวลาที่เข้าด้ายเข้าเข็ม

ใช่เป็นหน้าที่ของ ดีเอสไอ ในการตรวจสอบ แต่เวลาดูอย่างไรก็ไม่เหมาะสม “ผิดกาละเทศะ” ทำให้ถูกมองว่า การบังคับใช้กฏหมาย ขาดความเป็นธรรมในใจ ทั้งยังลดความศักดิ์สิทธิ์ขององค์กร

บทความ อธิบายถึงความไม่ดีของ “ทักษิณ” จะบอกอย่างไร ก็ไม่มีความหมาย เพราะ “ทักษิณ” ยึดประเทศไทยได้เกือบทั้งหมด เหลือเพียงยังไม่กล้ากลับบ้านเท่านั้น

ผลของระบอบทักษิณ

ทำ ให้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ มีเสียงข้างมากในสภา มีระบอบทักษิณ เป็นพี่เลี้ยง มีมวลชนคนเสื้อแดง เป็นกำลังสำคัญ มีมวลชนที่ได้รับประชานิยม ให้การสนับสนุน มีสื่อฯ ต่างๆ ทุกแขนง โดยเฉพาะสื่อเสื้อแดง ที่ระดมทีมประชาสัมพันธ์ กระจายไปทั่วประเทศ

แม้จะถูกมองว่าเป็นการโปรโมท ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผลก็ทำให้นายกยิ่งลักษณ์ กำลังเป็นขวัญใจของประชาชน  

ทั้งๆ ที่ในการบริหารประเทศที่แท้จริง โครงการจำนำข้าว ล้มเหลวสูญเงินไปมหาศาล มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง หนี้สาธารณะเพิ่ม ข้าวที่ค้างอยู่ในโกดังยังระบายไม่ได้ ข้าวใหม่ที่กำลังจะออกมา ชาวนาได้ผลประโยชน์น้อย นายทุน นักการเมือง ได้ผลประโยชน์มากกว่า

ไทยเสียแชมป์การขายข้าว เสียแชมป์ทั้งเรื่องรายได้จากการขายข้าว เสียแชมป์ “คุณภาพข้าวหอมมะลิ” ไปพร้อมกัน

โครงการ รถคันแรกกว่า 1 ล้าน 2 แสนคัน ทำให้รถไม่มีถนนจะวิ่ง แค่ออกมายังไม่ครบ ยังติดวินาศสันตะโร โครงการค่าแรง 300 บาท ทำให้บริษัทต้องปิดตัวเอง คนตกงาน อพาร์ทเมนท์ ขาดคนเช่า ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ ไม่ทำให้รัฐบาลสะเทือน เพราะ ไม่มีใครมองว่าสำคัญ

แม้แต่เรื่องเขาพระวิหาร เสียงของประชาชน ไม่ค่อยได้รับความสนใจ มีคนไปชุมนุมเมื่อวันที่ 21 มกราคม แต่ไม่มีข่าวออกมา

สัญญาณนี้อันตราย

เราจึงมองว่า ท่านอย่ามัวแต่อธิบายความไม่ดีของ “ทักษิณ” โต้ กันไปโต้กันมาไม่ได้ผล ผู้คนก็เบื่อหน่าย หากจะช่วยชาติ ท่านต้องเปลี่ยนยุทธวิธี ต้องทำงานหนัก ต้องให้มวลชนเข้าใจ และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ 

ไม่เพียงแต่ต้องตามการเมืองให้ทันแล้ว ยังต้องคิดไปข้างหน้า เพื่อทำในสิ่งที่ดีกว่า.