Get Adobe Flash player

ปัญหาไทยกับชาวโรฮิงญา

Font Size:

ระยะนี้มีข่าวคราว “ชาว มุสลิมโรฮิงญา” ชนกลุ่มน้อยในรัฐยะไข่ ของประเทศพม่า นับร้อยนับพันคน ได้พากันอพยพล่องเรือที่ดัดแปลงมาจากเรือประมง บรรทุกคนเต็มลำ หลายลำ ต่างเวลาต่างวาระ มุ่งหน้าขึ้นฝั่งทางภาคใต้ของประเทศไทย แล้วหาที่หลบซ่อน ก่อนที่จะปะปนไปกับแรงงานต่างด้าว

ข่าว ระบุว่า คนเหล่านี้หนีการถูกกดขี่ หนีการไล่ล่าจากรัฐบาลพม่า ที่ไม่ยอมรับชนเผ่ามุสลิมโรฮิงญา เป็นพลเมืองพม่า ทำให้ขาดโอกาสหางานทำ และขาดโอกาสทางการศึกษา จึงทิ้งบ้านหวังไปตายเอาดาบหน้า โดยมีนายหน้าที่หากินกับความลำบากของเพื่อนร่วมชนเผ่า จัดเรือและวางแผนการเดินทาง แลกกับค่าหัวคนละหลายหมื่นบาท

ที่ บ้านเรา การจับกุมชาวโรฮิงญา ที่เป็นข่าวตอนแรกๆ เจ้าหน้าที่ไปพบคนเผ่านี้หลายร้อยคน ถูกกักบริเวณ ไว้ในอาคารแคบๆ กลางสวนในป่าลึก ซึ่งขณะที่พบ ทุกคนมีสภาพอิดโรย

ข่าวระบุว่า พวกเขาถูกกระบวนการค้ามนุษย์ ล่อลวงมาขาย

ทำ ให้คนไทยนึกภาพผู้หญิง ที่ถูกจับไปขายซ่องในต่างประเทศ นึกถึงแรงงานที่ถูกหลอกไปเป็นทาส ฯลฯ เพราะฉะนั้น เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ประชาชนต่างพากันนำข้าวปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ไปช่วย มีการส่งหมอไปตรวจรักษา หลายคนถึงกับหลั่งน้ำตา ว่ามนุษย์ ทำกับมนุษย์ด้วยกันเช่นนี้ได้อย่างไร 

กลุ่ม นักสิทธิมนุษยชน ประณามประเทศไทยไว้ก่อนว่า เป็นศูนย์กลางของแหล่งค้ามนุษย์ เรียกร้องและกดดันรัฐบาลไม่ให้ส่งชาวโรฮิงญาเหล่านี้กลับประเทศ เรียกร้องให้รัฐบาลหาที่พักพิง ตั้งศูนย์อพยพ และให้ติดต่อยูเอ็น ส่งต่อไปยังประเทศที่สาม เพื่อรับตัวไป โดยเฉพาะประเทศมุสลิม

เพื่อความอยู่ร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ แต่น่าแปลกที่ไม่มีประเทศใดยอมรับ

และ ที่น่าแปลกกว่านั้นคือ ทำไมนักสิทธิฯ ไม่เรียกร้องให้รัฐบาล (ประชาธิปไตย) พม่ารับผิดชอบ เพราะเป็นต้นตอผู้ก่อปัญหาโดยตรง โดยนอกจากให้รับตัวกลับประเทศ และต้องให้ความเป็นธรรมกับชาวโรฮิงญาด้วย

ข่าวว่า ชาวโรฮิงญา เดินทางมายังประเทศไทย เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทางด้านคนไทยเจ้าหน้าที่ไทยก็ต้องดูแลในระดับที่ดีพอสมควร

จริง หรือ ที่พวกเขาถูกกระบวนการค้ามนุษย์นำออกมาขาย คำตอบที่น่าจะชัดเจนที่สุดคือ ไม่จริง หรือจริงไม่ทั้งหมด เพราะพวกเขาเต็มใจที่จะออกไปเสี่ยง เพื่อแสวงหาอนาคต แต่ไปเองไม่ได้ จำเป็นต้องพึ่งกระบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งได้ประโยชน์จากการช่วยเหลือให้เดินทางออกนอกประเทศ

ใน ด้านมนุษยธรรม ชาวโรฮิงญาเหล่านี้อยู่ในสภาพน่าสงสาร ซึ่งเราคิดว่า ในความเป็นคนไทย ก็พร้อมที่จะช่วยตามกำลังตามกรอบของเวลา แต่ถ้าถึงขั้นต้องรับผิดชอบในการเลี้ยงดู เช่น ตั้งศูนย์อพยพ ฝึกอาชีพ นำเข้าในระบบ แล้วหางานให้ทำ ให้ค่าแรงวันละ 300 บาท

ที่ มีข่าวว่ากำลังจะออกจากประเทศมาพึ่งพิง จะมาอีกเป็นเรือนแสน คนไทยและประเทศไทย คงไม่อาจแบกรับภาระนี้ได้ ไม่ใช่ใจดำ แค่คนไทยด้วยกันเอง เรายังดูแลกันไม่ทั่วถึงเลย

ที่สำคัญคือ ปัญหาความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะชาวโรฮิงญา วันหนึ่งก็อาจนำปัญหาเข้าประเทศได้

ข่าวจาก “สปริงนิวส์” รายงานว่า แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เคยพบว่า ชาวโรฮิงญาบางคน ถือสัญชาติมาเลเซียและอพยพเข้ามาก่อเหตุใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

เมื่อวันอังคารที่ 29 มกราคม คอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” โดย “ลม เปลี่ยนทิศ” จาก นสพ.ไทยรัฐ นำเสนอบทความ “เรื่องลึกลับของ โรฮิงญา” มีหลายประเด็นที่ไม่อาจมองข้าม

ลม เปลี่ยนทิศ ระบุว่า ตัวเลขล่าสุดมี ชาวโรฮิงญา  ถูกจับกุมในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง 1,390 คนแล้ว นักข่าวต่างประเทศไปสอบถามถึงสาเหตุที่ต้องหนีจากบ้านเกิดรัฐยะไข่  ก็ ได้รับคำตอบว่าไม่สามารถอยู่ในประเทศพม่าได้ เพราะถูกกดขี่ข่มเหงไม่มีงานทำ ไม่มีทางต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม จึงต้องหนีออกมาทางเรือในฝั่งทะเลอันดามัน เพื่อขอลี้ภัยไปประเทศที่ 3  และยืนกรานว่า  ยอมตายหากถูกส่งกลับพม่า

รัฐยะไข่ของพม่าน่ากลัวยิ่งกว่าความตายเลยหรือ ทั้งๆ ที่พม่าเพิ่งจะเปิดประเทศ

ปลาย ปีที่แล้ว ชาวโรฮิงญา ก็เป็นข่าวไปทั่วโลก เมื่อชาวโรฮิงญาซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม เปิดศึกศาสนากับ ชาวพุทธ ที่รัฐยะไข่ ฆ่ากันตายไปกว่าร้อยศพ ทำให้มีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 30,000 คน แม้แต่ อองซาน ซูจี  ผู้นำฝ่ายค้าน ก็ปฏิเสธที่จะปราศรัยสนับสนุนชาวโรฮิงญา เพราะไม่ต้องการเข้าข้างใดข้างหนึ่ง

ลม เปลี่ยนทิศ ให้แง่คิดอีกว่า รัฐยะไข่ ยากจนข้นแค้นจนชาวโรฮิงญาอยู่ไม่ได้ ต้องเสี่ยงตายลงทะเลหนีไปประเทศที่ 3 ทั้งที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จริงหรือไม่ ยังสงสัย

ใน ปฏิทินทัวร์พม่า ของบริษัทนำเที่ยวไทย รัฐยะไข่ ก็เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยว เพราะเต็มไปด้วยโบราณสถานกว่า 140 แห่ง มีวัดดังมากมาย

ยิ่ง น่าสงสัยเมื่อ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ บอกว่า มีข้อน่ากังวล ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ในช่วงปี 2552 ตรวจพบ ชาวโรฮิงญา ถือบัตร สัญชาติมาเลเซีย เข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ยังสงสัยว่าเข้ามาเส้นทางใด เพราะชาวโรฮิงญาไม่มีศักยภาพพอที่จะลอยเรือไปขึ้นฝั่งที่มาเลเซียได้

คุณ หมอพรทิพย์ บอกด้วยว่า จากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ยังพบว่าในกลุ่มโรฮิงญาผู้ลักลอบเข้าเมือง มีการนำวัตถุระเบิดจากประเทศอินเดียเข้ามาด้วย ดังนั้น จึงน่าสงสัยว่าจะมีขบวนการช่วยเหลือเคลื่อนย้ายคนกลุ่มนี้หรือไม่   แม้จะมีการผลักดันคนเหล่านี้กลับประเทศ แต่ในความเป็นจริง ชาวโรฮิงญาจะถูกส่งไปขึ้นฝั่งที่ จังหวัดสตูล ระนอง  และจังหวัดอื่นๆ   บางส่วนถูกส่งต่อไปยังมาเลเซีย

จากการตรวจสอบขยายผลที่พักกลุ่มโรฮิงญา มีผู้ต้องหา 2 คนสารภาพว่า ชาวโรฮิงญาที่อพยพผ่านชายแดนด้านแม่สอด มาอาศัยที่สุไหงโก–ลก ก่อนถูกส่งตัวไปฝึกกับ “กลุ่มอาร์เคเค” และกลับเข้ามาก่อเหตุในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย

ประเด็นนี้น่าเป็นห่วงมาก รัฐบาลยังไม่มีนโยบายชัดเจนว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

ลม เปลี่ยนทิศ ตั้งคำถามว่า ทำไมชาวโรฮิงญาที่ยากจน จึงสามารถล่องเรือฝ่าทะเลอันดามันอันเวิ้งว้าง มาขึ้นบกที่จังหวัดระนอง–สตูล–สงขลา ได้อย่างแม่นยำ เป็นเรื่องที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องให้กระทรวงการต่างประเทศ  เปิดโปงต่อชาวโลก  เพื่อแก้ปัญหาชาวโรฮิงญา และแก้ปัญหาภาคใต้ของไทยด้วย

กลับมาดูทางภาครัฐ การประชุมร่วมกรณีโรฮิงญา

ทุก หน่วยเห็นตรงกันว่า ยังไม่พบว่าเป็นขบวนการค้ามนุษย์ แต่จากการเข้าช่วยเหลือพบว่าในที่เกิดเหตุเป็นเพียงการนำโรฮิงญามากักขัง เพื่อพักรอ

เป็นขบวนการนำคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองและให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าว

ขณะ นี้มีความชัดเจนแล้วว่าทางการไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม คือจัดหาที่พักและอาหาร อย่างไรก็ตาม คงจะต้องผลักดันให้ออกจากประเทศไทยภายใน 6 เดือน

ซึ่งทางการไทยจะประสานไปยังประเทศพม่าให้รับคืน รวมทั้งขอให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ “ยูเอ็นเอชซีอาร์” ประสานไปยังกลุ่มประเทศที่สามว่า มีประเทศใดต้องการให้ที่พักพิงกับชาวโรฮิงญาบ้าง

สำหรับ กระบวนการส่งมุสลิมโรฮิงญากลับ จะต้องมีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักสากลระหว่างประเทศ โดยทางการพม่าจะต้องมารับตัว ในลักษณะเดียวกับการส่งชาวพม่าที่หลบหนีเข้าเมือง

นี่คือคำตอบสุดท้าย ซึ่งเราเห็นด้วยในประเด็นนี้